ReadyPlanet.com
dot
dot dot
bulletHome
bulletEnglish website
dot
ติดต่อเรา
dot
bulletรายละเอียดการติดต่อ
bulletใบอนุญาตประกอบการท่องเที่ยวและกรมธรรม์คุ้มครองนักท่องเที่ยว
bulletGolden Tourism Award
bulletการชำระเงิน
bulletลูกค้าของเรา
bulletแบบฟอร์มขอข้อมูลประกันภัยการเดินทาง
dot
สมัครสมาชิกเพื่ออัพเดทโปรแกรมใหม่ๆ

dot
dot
VDO Clip
dot
bulletVDO ท่องเที่ยวสนุกๆค่ะ
bulletสารคดีเหนือเด่นดัง
bulletถ่ายทอดสดเมืองเชียงใหม่
dot
dot
bulletเที่ยวเชียงใหม่
bulletเที่ยวเชียงราย
bulletเที่ยวปาย แม่ฮ่องสอน
bulletเที่ยวพะเยา แพร่ น่าน
bulletเที่ยวทะเล
dot
ทัวร์หมู่คณะ สัมมนา Event ต่างๆ
dot
bulletตัวอย่างแพ็คเกจสัมมนา
bulletDTS 19. วิวาห์หวาน เมืองล้านนา 3 วัน 2 คืน
dot
ปาคนเมืองบ้านเฮาแอ่ว
dot
bulletทัวร์บ้านเฮาม่วนงัน
bulletทัวร์บ้านเปิ้นสำฮานบานใจ๋
dot
dot
bulletเที่ยวลาว
bulletเที่ยวพม่า
bulletเที่ยวเวียดนาม
bulletเที่ยวกัมพูชา
bulletเที่ยวสิงคโปร์
bulletเที่ยวมาเลเซีย
bulletเที่ยวอินโดนีเซีย
bulletเที่ยวฮ่องกง
bulletเที่ยวญี่ปุ่น
bulletเที่ยวเกาหลี
dot
จองโรงแรมทั่วไทย
dot
bulletโรงแรมทั่วไทยราคาพิเศษ
dot
ข้อมูลท่องเที่ยว
dot
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำพูน
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงราย
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำปาง
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในปาย แม่ฮ่องสอน
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพะเยา
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพิษณุโลก สุโขทัย
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในตาก
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอิสาน
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสมุย
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงตุง
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในย่างกุ้ง อินเล พุกาม มัณฑะเลย์
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลาว
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเสียมเรียบ
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนาม
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย
bulletข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลี
bulletแผนที่นิมมาน
dot
ข้อมูลการเดินทาง
dot
bulletข้อมูลการยื่น VISA
bulletPassport
bulletสนามบินสุวรรณภูมิ
bulletBangkok Airways
bulletAir Asia
bulletการบินไทย
bulletนกแอร์
bulletโอเรียนท์ไทย
bulletรถไฟ
bulletขนส่ง
bulletนครชัยแอร์
bulletททท.
bulletแผนที่ภาคเหนือ
bulletพยากรณ์อากาศ
bulletร้านอาหาร จ.เชียงใหม่
dot
คอลัมน์พิเศษ
dot
bulletร้อยเรื่องเมืองล้านนา
bulletเรื่องน่ารู้ : พระเครื่องล้านนา
bulletเดสทินี ตูนส์
bulletเชียงใหม่ ไผหันพ่อง?
bulletอู้กำเมือง
bulletสะป๊ะเรื่องตะวา
bulletGame เที่ยวไทย
bulletHearing The Sunshine : THE MOST AMAZING SHOW ON EARTH! THAILAND
dot
Link น่าสนใจ
dot
bulletReady Planet
bulletGoogle Maps


Feedback


ประวัติความสัมพันธ์ไทย-พม่า ศัตรูหรือคู่รัก?


 

     เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย ชาติไทยกับพม่า จึงมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักฐานที่พบทั้งในพงศาวดาร จารึกประวัติศาสตร์ นวนิยาย ละคร และเพลงต่างๆมากมาย บ้างกล่าวว่าไทย-พม่าเป็นชาติคู่รบ เนื่องจากมีการทำสงครามชิงดินแดนกันเรื่อยมา แต่หลายครั้งหลายคราที่ได้ยินเรื่องราวของคู่รัก ดังที่เราเคยเห็น เป็นต้นกำเนิดนิยายรักโรแมนติกหลายเรื่องด้วยกัน แต่ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ ศัตรูหรือคู่รัก ประเทศพม่าก็ล้วนมีประวัติศาสตร์ร่วมกับชาติไทยที่น่าสนใจ น่าศึกษา ดึงดูดใจให้ชาวไทยฝันใฝ่เข้าไปเยือนสักครั้ง...

 

 

 

 

 

 

 

มะเมียะ

 

 

 

เพลง มะเมียะ โดย จรัล มโนเพชร

 

 

 

 

ละครเรื่องมะเมียะ

 

ศรราม - สุวนันท์ ในละคร มะเมี๊ยะ

 

นาง สาวมะเมียะ (พ.ศ. 2430-พ.ศ. 2505) เป็นสาวแม่ค้าชาวพม่าที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ล้านนา โดยเป็นหญิงสาวที่มีความรักมั่นกับเจ้าอุตรการโกศลแห่งนครเชียงใหม่ เมื่อครั้งที่เจ้าอุตรการโกศล น้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนที่เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่าแต่ความรักต้องจบลงด้วยความโศกสลด อันเป็นที่มาของตำนานความรักที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบั
มะ เมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า พบรักกับเจ้าอุตรการโกศล น้อยศุขเกษม ณ เชียงใหม่ เจ้าอุตรการโกศลแห่งนครเชียงใหม่ เมื่อเจ้าน้อยฯ อายุ 16 ปี ขณะที่เจ้าน้อยศุขเกษมฯ ได้ออกเดินเที่ยวในตลาด จึงได้คบหากันและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา โดยทั้งสองได้สาบานต่อกัน ณ ลานหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ว่า จะรักกันตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น

เมื่อเจ้าน้อยฯ อายุครบ 20 ปี และมีกำหนดต้องเดินทางกลับเชียงใหม่ มะเมียะก็ได้ปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า ตามความต้องการของเจ้าน้อยฯ โดยทั้งสองไม่รู้เลยว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของเจ้าน้อยฯ ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวลให้เจ้าน้อยฯ ไว้แล้ว

มะเมียะต้องแอบซ่อนในบ้านหลังเล็ก ในขณะที่เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ ทั้งสองฟัง แต่เมื่อคืนหนึ่งเจ้าน้อยฯ กลับไปยังที่พักแล้ว มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่า ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือด ร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
เช้า วันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมียะ อันจะกลายเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัด ใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายในเดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง

เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามรีมหาเทวี มอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนดเดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่กลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่ทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศลฯ กับเจ้าบัวชุม ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรัก อาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน 80 บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2505 รวมอายุได้ 75 ปี
  ผู้ชนะสิบทิศ

 

 

เพลง ผู้ชนะสิบทิศ โดย ชรินทร์ นันทนาคร

 

 

 

เพลง บุเรงนองลั่นกลองรบ โดย สุเทพ วงศ์ กำแหง

 

 

 

 

ละครเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ

 

ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ งานประพันธ์ชิ้นเอกของ ยาขอบ กล่าวถึงเรื่องราวของนักรบผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ชนะสิบทิศ" นั่นคือ พระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดี นวนิยายได้รับความนิยมมากและถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ หลายครั้ง รวมถึงมีการประพันธ์เพลง ผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วย

เป็นนิยายที่ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ผู้เขียนเรียกว่า "นิยายปลอมพงศาวดาร" โดยหยิบพงศาวดารพม่าเพียงแค่ 8 บรรทัด จากพระราชพงศาวดารพม่า พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ในครั้งแรกใช้ชื่อว่า "ยอดขุนพล" เริ่มเขียนใน พ.ศ. 2474 จบลงใน พ.ศ. 2475 ในหนังสือพิมพ์ "สุริยา" และเริ่มเขียน "ผู้ชนะสิบทิศ" ในหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 จบภาคหนึ่งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 รวมเล่มพิมพ์เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 เขียนรวมทั้งหมด 3 ภาค เมื่อ พ.ศ. 2482 แต่ยังไม่จบ เนื่องจากขาดข้อมูลบางอย่างที่จะต้องใช้ประกอบการเขียน ในเนื้อเรื่องกล่าวถึงราชวงศ์ตองอูตอนต้น เริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเมงจีโย ไปจนถึงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ หรือ มังตราราชบุตร โดยคำว่าผู้ชนะสิบทิศนั้น มาจากคำที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึง พระเจ้าบุเรงนองว่าเป็น The Conqueror of Ten Directions แต่สำหรับชื่อนิยาย จากหนังสือประวัติยาขอบ อ้างอิงว่า มาลัย ชูพินิจ เป็นผู้ตั้งให้ ผู้ชนะสิบทิศตีพิมพ์ครั้งแรกลงใน นสพ.ประชาชาติ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ในตอน "ความรักครั้งแรก" ฉบับพิมพ์รวมเล่มใช้ชื่อ "ลูกร่วมนม" สร้างชื่อเสียงให้ยาขอบได้แจ้งเกิด จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทุกเพศทุกวัย ว่ากันว่าแม้แต่บรรพชิตก็ยังอ่านอย่างไม่กลัวอาบัติ

เนื้อเรื่องย่อ
                  มหาราชพม่าพระองค์หนึ่งมีพื้นตระกูลกำเนิดสามัญชน จะเด็ด เป็นพระนมลูกหลวง จึงพลอยได้สมาคมกับพระราชวงศ์นับแต่ร่วมน้ำนมกับมังตราราชบุตรและตะละแม่จันทรา พระราชธิดา ต่อมาเป็นดั่งดวงใจ จะเด็ด ฉากของเรื่องมีสามเมืองใหญ่ที่ถูกผูกเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกัน ด้วยการเมือง การรบ ความแค้นและความรัก คือตองอู เมืองพม่าอันมีจะเด็ดเป็นหนึ่งในตองอู กับเมือง แปรและเมืองหงสาวดีอันเป็นเมืองมอญ ตองอูนั้นสร้างด้วยสามเกลอร่วมใจกัน คือ มังสินธุ ขุนพลผู้ออกบวช ภายหลังเป้นมหาเถรกุโสดออาจารย์ของจะเด็ด, ทะกะยอดิน ขุนพลผู้พอใจเป็นขุนวังและเมงกะยินโย ขุนพลผู้ยกเศวตฉัตรเหนือตองอู มีพระราชธิดาเกิดแต่พระอัครมเหสีนามว่า ตะละแม่จันทรา มีพระราชโอรสเกิดด้วยพระมหาเทวีเป็นรัช ทายาทนามว่า มังตรา ส่วนจะเด็ดเป็นลูกคนปาดตาลที่แม่ชื่อ นางเลาชี ซึ่งมหาเถรกุโสดอถวายคำแนะนำกษัตริย์ตองอู รับเป็นพระนมของมังตราและจันทรา

ฝ่ายเมืองแปร หญิงผู้เป็นแสนรักของจะเด็ดอีกคนเกิดที่นี่ นามตะละแม่กุสุมา พระธิดาพระเจ้าเมืองแปรหรือพระเจ้านรบดี พระเจ้าแปรเป็นพระอนุชาของผู้ครองหงสาวดีคือพระยาราม มีราชบุตรชื่อสอพินยา ซึ่งมีบริวารนามว่าไขลู ตัวละครนี้ ยาขอบรักที่สุด เพราะจะสร้างพระเอกอย่างจะเด็ดเท่าไร สร้างได้ไม่ยากนัก แต่จะสร้างคนชั่วช้า อย่างไขลูสร้างได้ยากยิ่ง ตัวละครในผู้ชนะสิบทิศ มีเป็นอันมากและเวลาในเรื่องกินเวลายาว กระนั้น การที่คนอ่านตราตรึงไม่เพียงบทของตัวละครเอก ยังแผ่ใจจดจำตัวประกอบรองๆ ไม่สับสนหลงลืม เพราะผู้ประพันธ์กำหนดบทบาทและบุคลิกภาพของตัวละครชัดเจน กินใจเป็นกระพี้ที่สำคัญต่อแก่นประสมประสานเป้นองค์เอกภาพเดียวกัน

จะเด็ดเจ้าชู้และเป็นชายชาตรีลูกคนธรรมดา เกือบจะพิมพ์เดียวกับขุนแผน ขณะที่ขุนแผนใช้เวทมนตร์และวิ่งหาความรัก ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรักโดยเฉพาชีวิตครอบครัว ส่วนบทบาทของขุนแผนในทางสังคมก็เพียงขุนนางชาวบ้าน ผู้จงรักภักดีแต่จะเด็ดหนุ่มรูปงามคารมดี มิได้ใช้เวทมนตร์ใด หากกิริยาวาจานั้นกำใจทั้งสาวๆ ตัวละครและทั้งคนอ่าน แม้ผู้หญิงตามปกติไม่เห็นใจชายเจ้าชู้ ทว่าจะเด็ดดูว่าเป็นข้อยกเว้น เพราะ เคลิ้มตนด้วยความอยากจะเป็นตะละแม่สักนางหนึ่งเมื่อจะเด็ดอ้อนรำพัน "ข้าพเจ้ารักจันทราด้วยใจภักดิ์ แต่รักกุสุมาด้วยใจปอง" ซึ่งหัวใจจะเด็ดยังกว้างเหมือนมหาสมุทรที่ไม่เลือกเรือสำหรับหญิงอื่นๆ อีกด้วย ในความเป็นสามัญชนของจะเด็ดยังแตกต่างจากขุนแผน ที่เป็นเพียงข้าผู้ภักดีในฐานะขุนนาง ทว่าจะเด็ดไม่เพียงเด็ดดอกฟ้าโดยเป็นสวามีพระพี่นางของมังตรา หากสิ้นมังตรายังขึ้นเป็นจอมคนของทั้งแผ่นดิน ผู้ชนะสิบทิศ

 


กุสุมาอธิษฐาน - เพ็ญศรี พุ่มชูศรี

 

ผู้ชนะสิบทิศ ถูกสร้างเป็น ละครโทรทัศน์ ละครเวที และ ภาพยนตร์ มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ได้แก่
ภาพยนตร์

ผู้ชนะสิบทิศ โดยเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไชยา สุริยัน แสดงเป็นจะเด็ด, กรุณา ยุวกร แสดงเป็นตะละแม่จันทรา และ พิศมัย วิไลศักดิ์ แสดงเป็นตะละแม่กุสุมา ภาพยนตร์ผู้ชนะสิบทิศ ได้ทำ 1 ครั้ง แต่แบ่งเป็น 3 ภาค

    "ยอดขุนพล" (พ.ศ. 2509)
    "บุเรงนองลั่นกลองรบ" (พ.ศ. 2510)
    "ถล่มหงสาวดี" (พ.ศ. 2510)

ในการฉายเป็นภาพยนตร์นั้น มีเพลงประกอบที่เป็นที่รู้จักและยังติดอยู่ในความทรงจำตราบจนปัจจุบัน 2 เพลง คือ "บุเรงนองลั่นกลองรบ" ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง และ "ผู้ชนะสิบทิศ" ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร

ซึ่งเพลงบุเรงนองลั่นกลองรบ นั้นได้ถูกทำดนตรีใหม่ให้เป็นดนตรีร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเนื้อร้องเดิมอยู่ โดย กษาปณ์ จำปาดิบ ในปี พ.ศ. 2538 และยืนยง โอภากุล ในปี พ.ศ. 2549

 

 

ละครโทรทัศน์

จะเด็ด ในผู้ชนะสิบทิศฉบับละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 นำแสดงโดย สันติสุข พรหมศิริ

ผู้ชนะสิบทิศเคยถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วทั้งหมด 6 ครั้ง

ปี จะเด็ด ตะละแม่จันทรา ตะละแม่กุสุมา มังตรา สถานีโทรทัศน์
 
พ.ศ. 2501
  ประกอบ ไชยพิพัฒน์ ศศิมา สิงห์สิริ ทรงศรี เทวคุปต์ ประภาพรรณ นาคทอง ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 2504 ชรินทร์ นันทนาคร
-
สวลี ผกาพันธ์
-
ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 251X อัศวิน รัตนประชา
-
ศศิมา สิงห์สิริ
-
ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 2523 นิรุตติ์ ศิริจรรยา นันทวัน เมฆใหญ่ กนกวรรณ ด่านอุดม พิศาล อัครเศรณี ช่อง 9
พ.ศ. 2525 สมชาติ ประชาไทย พิมพ์ใจ พรหมมาลี
-
-
ช่อง 3
พ.ศ. 2532-พ.ศ. 2533 สันติสุข พรหมศิริ นาถยา แดงบุหงา สินจัย หงส์ไทย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ช่อง 3

 

 เจ้าหญิงแสนหวี

 

 

 

 

ละครเรื่อง แสนหวี

 

 
 
ละครเรื่อง เจ้าหญิงแสนหวี บทประพันธ์ของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ก่อนสมัยสุโขทัย  เป็นเรื่องราวความรักและความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยสองรัฐในอดีต คือ แสนหวี กับ เขมรัฐซึ่งตามประวัติศาสตร์ คือ ไทยน้อย และไทยใหญ่

 

เนื้อเรื่อง

เจ้าหญิงแสนหวี เริ่มต้นด้วยความรัก ความรื่นรมย์  ซึ่งเกิดจากการผูกไมตรีของรัฐทั้งสอง  แต่ต่อมาเกิดความขุ่นข้องหมองใจกันขึ้น จึงลงเอยด้วยความโศกเศร้า  แต่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้กลับเป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวไทยน้อยและไทยใหญ่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น   นอกจากนี้  เนื้อเรื่องยังให้คติสอนใจ  ถึงการกระท าตามใจตนเองของผู้น า โดยไม่คิดถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน ดังนั้น ละครเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวที่ปลุกจิตส านึกของความรักชาติ ดังคำที่ว่า “รักชาติยิ่งชีพ”

ละครเรื่องแสนหวี

ละครเรื่อง เจ้าหญิงแสนหวี บทประพันธ์ของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ก่อนสมัยสุโขทัย  เป็นเรื่องราวความรักและความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยสองรัฐในอดีต คือ แสนหวี กับ เขมรัฐ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ คือ ไทยน้อย และไทยใหญ่

เนื้อเรื่อง

เจ้าหญิงแสนหวี เริ่มต้นด้วยความรัก ความรื่นรมย์  ซึ่งเกิดจากการผูกไมตรีของรัฐทั้งสอง  แต่ต่อมาเกิดความขุ่นข้องหมองใจกันขึ้น จึงลงเอยด้วยความโศกเศร้า  แต่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้กลับเป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวไทยน้อยและไทยใหญ่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น   นอกจากนี้  เนื้อเรื่องยังให้คติสอนใจ  ถึงการกระท าตามใจตนเองของผู้น า โดยไม่คิดถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นละครเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวที่ปลุกจิตส านึกของความรักชาติ ดังคำที่ว่า “รักชาติยิ่งชีพ”

 สมเด็จพระนเศวร
 
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือที่ชาวบ้านทั่วไปในครั้งนั้นเรียกว่า พระองค์ดำ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตริย์(พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระศรีสุริโยทัย) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2098 ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก พระองค์มีพระเชษฐภคินี คือ พระสุพรรณกัลยา และพระอนุชา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ขาว)

ขณะที่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลก ยอมอ่อนน้อมต่อหงสาวดีจึงทำให้พิษณุโลกต้องแปรสภาพเป็นเมืองประเทศราชของหงสาวดีและไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองทรงขอพระนเรศวรไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดี ทำให้พระองค์ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่มีพระชนม์มายุเพียง 9 พรรษา[2]

พระองค์เป็นผู้ที่มีน้ำพระทัยเป็นนักรบมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว น้ำพระทัยกว้างขวางสมกับที่เป็นเชื้อสายของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย แม้พระองค์จะถูกนำไปเป็นตัวประกันถึงหงสาวดี แต่ตลอดระยะเวลาพระองค์มิได้ทรงหวั่นไหว ครั้งที่อยู่ในเมืองหงสาวดีก็ได้แสดงความปรีชาสามารถให้ปรากฏหลายต่อหลายครั้ง ทำให้พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์ของหงสาวดีรู้สึกหวาดหวั่น เกรงว่าต่อไปภายหน้าอาจรวบรวมแผ่นดินอยุธยาได้

 

 

 

" ไก่ชนนเรศวร "    " ไก่ชนนเรศวร "  เป็นไก่ชนตามประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในพงศาวดารของไทย ดังจะเห็นได้จาก หนังสือพระมหากษัตริย์ไทย ของประกอบ โชประการ ตอนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

วันหนึ่ง ได้มีการตีไก่ขึ้น ระหว่างสมเด็จพระนเรศวร ฯ  กับไก่ของมังชัยสิงห์ราชนัดดา (ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา)  ไก่สมเด็จพระนเรศวร ฯ ตีชนะมังชัยสิงห์  มังชัยสิงห์จึงขัดเคือง ตรัสประชดประชันหยามหยันออกมาอย่างผู้ที่ถือดีว่ามีอำนาจเหนือกว่า “ ไก่เชลยตัวนี้ เก่งจริงหนอ”

ถ้าไม่ใช่คนเหี้ยมหาญแกว่นกล้า ไม่ใช่คนสู้คนทุกสถานการณ์ก็คงจะได้แต่รับฟังหรือเจรจาตอบโต้ไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว แต่สมเด็จพระนเรศวร ฯ  ไม่ใช่คนเช่นนั้น ทรงเป็นวีรขัติชาติที่ทรงสู้คนทุกสถานการณ์ จึงตรัสโต้ตอบเป็นเชิงท้าอยู่ในทีว่า “ ไก่เชลยตัวนี้ อย่าว่าแต่จะตีกันอย่างกีฬาในวังเหมือนอย่างวันนี้เลย ตีพนันบ้านเมืองกันก็ยังได้”

นับว่าเมืองไทยเรามีไก่ชนที่เก่งมาก จึงทำให้สมเด็จพระนเรศวร ฯ  เชื่อพระทัยอย่างแน่นอนว่าเมื่อชน ต้องชนะไก่พม่า จึงกล้าท้าทายเดิมพันบ้านเมืองกัน

            การตีไก่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในไทย  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระราชสมภพ ณ วังจันทร์ เมืองพิษณุโลก พระองค์ทรงโปรดปรานการตีไก่มาแต่ทรงเยาว์วัย ทรงใฝ่หาความรู้และเสาะหาไก่เก่งมาเลี้ยงไว้ ครั้งเสด็จไปประทับที่พม่าก็ทรงนำไก่ชนไปด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าไก่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงนำไปชนกับพม่านั้น นำไปจาก “บ้านกร่าง”

“บ้านกร่าง”  อำเภอเมืองพิษณุโลก  แดนไก่ชนนเรศวร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษไทยโบราณ มีการเลี้ยงไก่มาก เมื่อมีงานเทศกาลต่าง ๆ ก็จะนัดชนไก่กัน ณ บ่อนชนไก่ประจำหมู่บ้าน ไก่บ้านกร่าง เป็นไก่เก่งชนชนะชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ต้องการของคนต่างถิ่น ไก่ที่เลี้ยงเป็น “ไก่อูตัวใหญ่ สีเหลือง หางขาว”  เป็นไก่ชนที่มีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้ จนได้รับสมญานามว่า “เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง”

ตามตำราได้กล่าวว่า ไก่เหลืองหางขาว เป็นไก่มีสกุล มีประวัติเด่นมาก มีลำหักลำโค่นดี แทงแม่นยำ อาจแทงเข้าตาหรือรูหูพอดี รูปร่างยาว 2 ท่อน สูงระหงดี สีสร้อยเป็นสีเหลือง ปากสีเหลือง เนื้อชมพูอมแดง แข้งเหลืองอมขาว เล็บและเดือยสีเหลืองอมขาว และได้มีผู้รู้ บรรยายลักษณะพิเศษไว้ว่า

“ หน้าหงอนบาง  กลางหงอนสูง

สร้อยระย้า หน้านกยูง ”

ทางภาคใต้ ได้บรรยายลักษณะของไก่เหลืองหางขาวชั้นเยี่ยม ไว้ว่า

“ อกชัน            หวั้นชิด

หงอนบิด           ปากร่อง

พัดเจ็ด              ปีกสิบเอ็ด

เกล็ดยี่สิบสอง    ถือเป็นไก่ชั้นเยี่ยม ”

            การค้นหาไก่เหลืองหางขาว ให้มีลักษณะครบทุกอย่าง และมีลักษณะพิเศษอีกนั้น คงจะมีเพียงตัวเดียว คือ ไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในปัจจุบันการผสมพันธุ์ไก่ชนได้แพร่หลาย และกระจายไปทั่วประเทศ เพราะมีการผสมข้ามเหล่าข้ามพันธุ์ และข้ามสี จนมีไก่ชนหลากสีขึ้น สุดแท้แต่ไก่ตัวไหนจะเก่ง จึงจำเป็นต้องมีการจัดประกวดขึ้น

 

ไฟล์:พระนเรศวรหลั่งน้ำทักษิโณทก.jpg

 

 

 ประกาศอิสรภาพ

 

 
 

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งทักษิโณทกตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดีและกวาดต้อนครัวไทยครัวมอญข้ามแม่น้ำสะโตงกลับคืนพระนคร

 

 

เมื่อปี พ.ศ. 2126 พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ จึงแข็งเมืองพร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปรเจ้าเมืองตองอูและเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย ให้ยกทัพไปช่วยทางไทย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน

 

 

สมเด็จ พระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126 พระองค์ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่า ทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย จึงสั่งให้พระมหาอุปราชาคุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ ต้อนรับและหาทางกำจัดเสีย และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมาก และ ทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด ให้พระยาเกียรติและพระยารามคุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง ช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้ พระยาเกียรติกับพระยารามเมื่อไปถึงเมืองแครงแล้วได้ขยายความลับนี้แก่พระมหา เถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ของตน ทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวรเคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน

 

 

กอง ทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127 โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้าฯ สมเด็จพระนเรศวร จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่องซึ่งคุ้นเคยกันดีมา ก่อน พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสารจึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยารามกราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ก็มีพระราชดำริเห็นว่าการเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้ว จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยารามและทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่องและพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม ณ ที่นั้นทราบว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า "ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดีมิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกัน ดุจดังแต่ก่อนสืบไป"

 

 

จาก นั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่าแล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้ง ประชุมทัพ เมื่อจัดกองทัพเสร็จก็ทรงยกทัพจากเมืองแครงไปยังเมืองหงสาวดีเมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6

 

 

ฝ่าย พระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติพระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ได้ทราบความว่า พระเจ้ากรุงหงสาวดีมีชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้ จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทยที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อนให้อพยพ กลับบ้านเมือง ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษให้ยกล่วงหน้าไปก่อน พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง

 

[

 

แก้

]พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง

 

ฝ่าย พระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนคาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมาแม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

 

เมื่อ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงพระราชดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญทั้งสองก็มีความยินดีพาพรรคพวกเสด็จเข้ามาด้วย เป็นอันมาก ในการยกกำลังกลับครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีกถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรจะเป็นอุปสรรคต่อการ เดินทาง พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้ มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชาที่สมเด็จอริยวงศ์ และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศได้พระราชทานพานทองควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้นและวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระ นเรศวร แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกให้สมเด็จพระนเรศวรทรง บังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา

 

ตีเมืองหงสาวดีครั้งแรก

 

 
 

 

กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้าสู่กรุงหงสาวดีในปี พ.ศ. 2142

 

 

การ ที่สมเด็จพระนเรศวร ได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นเมืองขึ้น นับว่าเป็นจุดหักเหที่มีนัยสำคัญ ของการสงครามไทยกับพม่า จากเดิม ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายยกทัพมาย่ำยีไทยมาโดยตลอด การได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ทำให้ไทยใช้เป็นฐานทัพ ที่จะยกกำลังไปตีเมืองหงสาวดีได้สะดวก

 

 

สมเด็จ พระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออกจากพระนคร เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2138 มีกำลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ แล้วรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้าล้อมเมืองไว้ กองทัพไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน และได้เข้าปล้นเมือง เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 4 ครั้งหนึ่ง แต่เข้าเมืองไม่ได้ ครั้นเมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ได้ยกกองทัพลงมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมือง เห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนัก จึงทรงให้เลิกทัพกลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อนครอบครัวในหัวเมืองมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก และกองทัพข้าศึกมิได้ยกติดตามมารบกวนแต่อย่างใด

 

 

การ สงครามครั้งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปครั้งนี้ เป็นการจู่ไป โดยไม่ให้ข้าศึกมีเวลาพอตระเตรียมการต่อสู้ได้พรักพร้อม และพระราชประสงค์ที่ยกไปนั้น น่าจะมีอยู่ 3 ประการคือ

 

  • ประการแรก ถ้าสามารถตีเอาเมืองหงสาวดีได้ก็จะตีเอาทีเดียว
  • ประการที่สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ครั้งนี้ ก็จะตรวจภูมิลำเนา และกำลังข้าศึกให้รู้ไว้ สำหรับคิดการคราวต่อไป
  • ประการที่สาม คงคิดกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มาก เพื่อประสงค์จะตัดทอนกำลังข้าศึก และเอาผู้คนมาเพิ่มเติม เป็นกำลังสำหรับพระราชอาณาจักรต่อไป

 

ข้อสันนิฐานอื่น ๆ มีอยู่ว่า การกวาดต้อนผู้คนกลับพระราชอาณาจักรไทยครั้งนี้ น่าจะได้ช่วยนำคนไทย ผู้ซึ่งถูกพม่ากวาดต้อนเอาไปเป็นเชลย แล้วเอาตัวไว้ใช้งานตามเมืองต่าง ๆ กลับมาด้วย ประการต่อมา สาเหตุที่ยกทัพกลับนั้น นอกจากจะทรงเห็นว่า กองทัพข้าศึกกำลังระดมยกมาจากอีกสามเมืองใหญ่ มีกำลังมากแล้ว เสบียงอาหารของกองทัพไทยก็น่าจะขาดแคลน เพราะมีกำลังพลมาก และล้อมเมืองหงสาวดีอยู่นานถึงสามเดือน ประกอบกับใกล้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และประการสุดท้าย การที่พระองค์ถอนทัพกลับ โดยที่พม่าไม่ได้ยกติดตามตีหรือรบกวนแต่อย่างใด ทั้งที่มีพลเรือนที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับครั้งสงครามประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง ก็น่าจะเป็นเพราะพระองค์ดำเนินการถอนทัพ และนำผู้คนพลเรือนกลับมาอย่างมีระบบ โดยให้พลเรือนล่วงหน้าไปก่อน อย่างครั้งสงครามประกาศอิสรภาพ พม่าไม่กล้าติดตาม เพราะได้ทราบบทเรียนจากครั้งนั้น ประกอบกับความเกลงกลัวในพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร และความเข้มแข็งเก่งกล้าสามารถของกองทัพไทยในครั้งนั้น ทำให้กองทัพไทยถอนทัพกลับได้โดยราบรื่น ปราศจากการรบกวนใด ๆ

 

[

 

แก้

]

ตีเมืองหงสาวดีครั้งที่สอง

พ.ศ. 2142 สมเด็จพระนเรศวรทรงมุ่งหมายจะตีเอาเมืองหงสาวดีให้ได้ จึงตระเตรียมทัพยกไปทั้งทางบกและทางเรือ ได้ออกทำการเกลี้ยกล่อมหัวเมืองต่างๆ ให้อ่อนน้อมต่อไทยได้อีกหลายเมือง แม้แต่เชียงใหม่ซึ่งได้ตั้งแข็งเมืองต่อพม่าแล้ว แต่คิดเกรงว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตและไทยจะยกทัพไปรุกราน ก็ได้ตัดสินใจยอมอ่อนน้อมมาขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาด้วย ส่วนเมืองตองอูกับเมืองยะไข่เมื่อเอาใจออกห่างจากกรุงหงสาวดีไปแล้ว ก็หันมาฝักใฝ่กับไทยและรับว่า ไทยยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีแล้ว ก็จะเข้าร่วมช่วยเหลือพระเจ้ายะไข่นั้นอยากได้หัวเมืองชายทะเล ส่วนพระเจ้าตองอูอยากได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีแทน สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงรับเป็นไมตรีกับเมืองทั้งสองนั้น ในระหว่างนั้นพระมหาเถระเสียมเพรียมภิกษุรูปหนึ่งได้เข้ายุยงพระเจ้าตองอูมิ ให้อ่อนน้อมแก่ไทย และแจ้งอุบายให้พระเจ้าตองอูคิดอ่านเอาเมืองหงสาวดีเสียเอง พระเจ้าตองอูเห็นชอบด้วยจึงชวนพระเจ้ายะไข่ให้ไปตีเมืองหงสาวดี แล้วพระเจ้าตองอูจะทำทีเป็นยกกองทัพมาช่วยหงสาวดี พอเข้าเมืองได้แล้วก็หย่าศึกกันเสีย และจะแบ่งประโยชน์ให้ตามที่พระเจ้ายะไข่ต้องการ คือจะยกหัวเมืองชายทะเลให้แก่พระเจ้ายะไข่ แต่ครั้งทัพพระเจ้ายะไข่และทัพพระเจ้าตองอูเข้าประชิดเมืองหงสาวดีแล้วก็หา เข้าเมืองไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าหงสาวดีเกิดทรงระแวงขึ้น ทัพพระเจ้าตองอูและพระเจ้ายะไข่จึงได้แต่ตั้งล้อมเมืองหงสาวดีไว้

สมเด็จ พระนเรศวรทรงเห็นว่าทางกรุงหงสาวดีกำลังปั่นป่วนจึงเสด็จยกทัพหลวงไปตีหงสาว ดี แต่ต้องไปเสียเวลาปราบปรามมอญซึ่งพระเจ้าตองอูได้ยุยงให้กระด้างกระเดื่อง เป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ จึงเดินทัพถึงเมืองหงสาวดีช้ากว่ากำหนดที่คาดหมายไว้ ทางฝ่ายพระเจ้าตองอูพระเจ้ายะไข่ซึ่งกำลังล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ พอได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปกำจัดมอญเมืองเมาะตะมะกำลัง เดินทัพมาก็เกรงกลัว และแจ้งให้พระเจ้าหงสาวดีทราบ พระเจ้าหงสาวดีก็จำใจอนุญาตให้พระเจ้าตองอูยกทัพเข้าไปในเมืองหงสาวดีได้ และมอบหมายให้พระเจ้าตองอูบัญชาการรบแทนทุกประการ พระเจ้าตองอูจึงทำการกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติ รวมทั้งพระเจ้าหงสาวดีไปยังเมืองตองอู ทิ้งเมืองหงสาวดีไว้ให้กองทัพพระเจ้ายะไข่ทำการค้นคว้าทรัพย์ที่ยังเหลือ อยู่ต่อไป พอพระเจ้าตองอูออกจากหงสาวดีไปได้ประมาณ 8 วัน กองทัพไทยก็ยกไปถึงเมืองหงสาวดี ครั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทราบว่าพระเจ้าตองอูไม่ซื่อตรงตามคำมั่นที่ได้ ให้ไว้ก็ทรงพระพิโรธ จึงเสด็จยกทัพตามขึ้นไปตีเมืองตองอู ได้เข้าล้อมเมืองตองอูอยู่ถึง 2 เดือนก็ไม่อาจตีหักเอาได้ เพราะเมืองตองอูมีชัยภูมิที่ดี ชาวเมืองก็ทำการต่อสู้เข้มแข็ง ประกอบกับฝนตกชุกและทัพไทยขาดเสบียงอาหาร สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพกลับคืนกรุงศรีอยุธยา

[แก้]สวรรคต

สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จยกกองทัพออกจากพระนคร เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2148 เสด็จโดยกระบวนเรือจากพระตำหนักป่าโมก แล้วเสด็จขึ้นบนที่ตำบล เอกราชไปตั้งทัพชัย ณ ตำบลพระหล่อ แล้วยกกองทัพบกไปทางเมืองกำแพงเพชรสู่เมืองเชียงใหม่ ครั้นเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ก็หยุดพักจัดกระบวนทัพอยู่หนึ่งเดือน แล้วให้กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งแก้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรเป็นหัวระลอก (ฝี) ขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษพระอาการหนัก จึงโปรดให้ข้าหลวงรีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จฯ มาถึงได้ 3 วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 สิริพระชนมพรรษา 49 พรรษาเศษรวมสิริดำรงราชสมบัติ 14 ปีเศษสมเด็จพระเอกาทศรถจึงได้อัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนเรศวรกลับกรุง ศรีอยุธยา

 

 

 

นายขนมต้ม

 


 

 

ละครเรื่อง นายขนมต้ม

 

นายขนมต้ม (พ.ศ. 2293 - ?) เป็นนักมวยคาดเชือกชาวกรุงศรีอยุธยา เกิดที่ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[1] เป็นบุตรนายเกิด และนางอี่ มีพี่สาวชื่อนางเอื้อย[2] ทั้งพ่อแม่และพี่ถูกพม่าฆ่าตายหมด และต้องไปอยู่วัดตั้งแต่เล็ก นายขนมต้มถูกพม่ากวาดต้อนไปเชลยในระหว่างเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

 

[Nai%20Khanomtom%202%20Resized.jpg]

 

 

นายขนมต้มมีชื่อเสียงในเชิงมวยเป็นที่เลื่องลือ ในพงศาวดารกล่าวว่า

    "เมื่อพระเจ้ามังระโปรดให้ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์ชเวดากองในเมืองย่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานสำเร็จลงในปี พ.ศ. 2317 พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ 17 มีนาคม จึงโปรดให้ทำพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บนยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร ขุนนางพม่ากราบทูลว่า "นักมวยไทยมีฝีมือดียิ่งนัก" พระเจ้ามังระจึงตรัสสั่งให้เอาตัวนายขนมต้ม นักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามาถวาย พระเจ้ามังระได้ให้จัดมวยพม่าเข้ามาเปรียบกับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชกต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่านายขนมต้มชกพม่าไม่ทันถึงยกก็แพ้ถึงเก้าคนสิบคนก็สู้ไม่ได้ พระเจ้ามังระทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า “คนไทยนี้มีพิษสงรอบตัว แม้มือเปล่ายังเอาชนะคนได้ถึงเก้าคนสิบคน นี่หากว่ามีเจ้านายดี มีความสามัคคีกัน ไม่ขัดขากันเอง และไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัว และโคตรตระกูลแล้ว ไฉนเลยกรุงศรีอยุธยาจะเสียทีแก่ข้าศึก ดั่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้”


เหตุการณ์ที่นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 จึงถือว่าวันที่ 17 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันเกียรติประวัติ

 

หมู่บ้านเชลยไทยในพม่า
 
 

บุกพิสูจน์หลักฐานใหม่ ฝีมือเชลยศึกช่างไทยวาดจิตรกรรมฝาผนัง
 

ที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย และสถูปที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรที่เมืองอมรปุระ จริงหรือไม่...

 คณะ โบราณคดี ม.ศิลปากร รื้อฟื้นโครงการโบราณคดีสัญจร ค้นหาหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี เพื่อพิสูจน์หลักฐานที่ค้นหามาช้านานนับร้อยปี และยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจนบัดนี้ แต่ความหวังไม่สิ้น เกือบ 250 ปีก่อน ในปี 2310 พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก และกวาดต้อนเชลยไทยไปยังเมืองพม่าจำนวนมาก

 แต่ผู้คนในอดีตนั้น ไปอยู่ที่ไหน ไม่เป็นที่ปรากฏ และสูญหายไปในประวัติศาสตร์ตามระยะเวลาอันยาว

 บัดนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร กำลังค้นคว้าหลักฐานเพิ่มเติมในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อพิสูจน์ว่า

 1. จิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย ว่าเป็นฝีมือช่างไทยหรือไม่

 2. สถูปที่เมืองอมรปุระ ว่าอาจเป็นที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร จริงหรือไม่

 การเดินทางไปค้นหา “หมู่บ้านเชลยไทย” นั้น ตามหลักฐานกล่าวว่า น่าจะอยู่ที่ “หมู่บ้านสะกาย” ซึ่งแปลว่า “เชลย” นั่นเอง แต่จะมีหลักฐานอะไรที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นได้ ต้องเดินทางไปยังกรุงอังวะ เมืองหลวงเก่าของพม่า ที่ได้นำทัพเข้ามาโจมตีเมืองอยุธยา พม่าเรียกว่า “โยเดีย” และยังใช้คำนี้เรียกคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

 ที่กรุงอังวะ ยังคงมีหมู่บ้านเล็กๆ และมีหลักฐานที่ตั้งของพระราชวังให้เห็นอยู่ เมืองอังวะ คนพม่าเรียกว่า อินวะ ฝรั่ง เรียกว่า เอวะ ยังมีบ้านโบราณอยู่ริมแม่น้ำอิระวดีอันกว้างใหญ่ ที่นี่ยังคงเหลือเจดีย์วัดมหาอ่องเหม่ บอนซาน สร้างโดยพระนางเมนุ ราชินีองค์สำคัญในพระเจ้าบาจีด่อ มองจากเจดีย์ไปสุดสายตา

จะเห็น “หมู่บ้านสะกาย” ตั้งอยู่ในฝั่งตรงข้ามพายเรือข้ามไปก็ถึงบ้านของเชลยไทย แต่ปัจจุบันค้นหาผู้สืบเชื้อสายไทยไม่ได้แล้ว

 ยัง มีหอคอยเมืองอังวะที่สูง 27 เมตร ทิ้งไว้เป็นหลักฐานของเมืองหลวงผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนนี้ จากหอคอยนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของเมืองอังวะ รวมถึงมองเห็นเทือกเขาสะกายอีกฟากฝั่งแม่น้ำอิระวดีอีกด้วย

 เมื่อข้ามฟากแม่น้ำอิระวดีสู่เมืองสะกาย ต้องเดินทางค้นหาสถานที่อยู่นาน เพราะชาวพม่าก็ไม่รู้จัก ต้องนำหลักฐาน

มาก มายจึงค้นพบ “วัดมหาเตงดอจี” วัดที่ค้นพบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารอิฐของวัดมหาเตงด อจี ซึ่งมีลวดลายแบบไทย จึงอาจเป็นฝีมือของช่างเขียนไทย

 จากคำบอกเล่า บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของเชลยศึกชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนมาในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

 สักการะ เจดีย์ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว โดยลักษณะเจดีย์เป็นรูปทรงกลม เดินลัดเลาะขึ้นสู่เนินเขาสะกาย ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาของพม่าในปัจจุบัน ณ ที่แห่งนี้มีพุทธสถานมากกว่า 600 แห่ง ซึ่งมีจุดชมวิวที่มองลงไปเบื้องล่าง

จะเห็นแม่น้ำอิระวดีอยู่เบื้องล่าง

 เมืองสะกายอยู่ห่างจากกรุงอังวะ พม่า ไม่มากนัก ก่อนหน้า ที่เชลยไทยจะมาอยู่ ที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของเชลยมอญมาก่อน

 จากหลักฐานที่ค้นพบ เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตง

ดอจี เมืองสะกาย มีหลักฐานที่กำลังมีการพิสูจน์ว่า อาจจะเป็นฝีมือของเชลยไทย ที่ถูกพม่ากวาดต้อนมาเมื่อคราวเสียกรุง

ปี 2310 ที่พระเจ้ามังระยกทัพไปตีอยุธยา และกวาดต้อนเชลยไทยมา เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่น่าเชื่อถือได้และชัดเจนที่สุดว่า เป็นฝีมือของหมู่ช่างหมู่ไทย และเป็นฝีมือระดับดีเลิศ

 จิตรกรรมที่พบนี้ จะเห็นความแตกต่างกับศิลปะของพม่า

ตั้งแต่เทคนิคเส้นแบ่งหรือสินเทา พระพุทธเจ้าอยู่ในปราสาท

ตัวฐานเรียกว่าฐานสิง เป็นฐานสิงชั้นเดียวรูปแบบเฉพาะของ

อยุธยาตอนปลาย จากองค์ประกอบภาพและฐานสิง บ่งบอกว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย


  การทำกรอบเหนือพระหรือซุ้มเรือนแก้ว เป็นแบบของไทย เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช ตัวปราสาทมีคันทวยรองรับเป็นแบบช่างไทย การทำเสาเล็กๆ ประดับกาบบน กาบล่าง ตัวเสากาบเล็กและแบนมากเป็นแบบไทย นิยมมากในสมัยพระนารายณ์ อยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 จะเห็นว่าวัดพระแก้วเป็นกาบแบบนี้ การทำเรือนชั้นซ้อนต่างจากพม่าชัดเจน ตัวเรือนยอดปราสาทจะลดชั้นลงมา ส่วนยอดเรียกว่าปลีมี เฉพาะของไทยเท่านั้น

 อย่างเช่น ยอดปราสาทพระเทพบิดร รูปพระพุทธรูป นั่งขัดสมาธิ วางพระหัตถ์ไว้ที่เข่า เป็นแบบไทย ของพม่าจะวางไว้ที่หน้าแข้ง ฉัตรเป็นสัปทนแบบไทย

 สินเทา คือ ตัวแบ่งเรื่อง ปราสาทของพม่าเรือนชั้นซ้อน มีฝา มีหลังคาขึ้นไป ยอดเป็นปลี ไม่มีเหม เป็นฉัตร แต่ของเราหลังคาซ้อนหลังคาไปตลอด มีกระจังเป็นหน้าบัน เป็นเจดีย์ย่อมุม ก่อนถึงป้อมไฉน คล้ายๆ กลีบบัวยาวๆ เรียกว่า เหม

 ภาพที่เหลืออยู่ด้านหนึ่งเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับบนบุษบก แวดล้อมด้วยเครื่องสูงและเครื่องบูชา ทั้งฉัตร ธงทิว และแจกันดอกไม้ เบื้องหลังบุษบกคือท้องฟ้าสีแดงชาด มีดอกไม้ทิพย์จากสวรรค์ร่วงหล่นลงบูชาพระ ถัดขึ้นไปเป็นเส้นสินเทาหักหยักเป็นฟันปลา ที่วัดช่องนนทรี มีภาพพระพุทธเจ้าแบบเดียวกัน

 ที่สำคัญที่สุด คือ การทำลายที่มีตัวกลางลาย 3 ส่วน

องค์ประกอบ ลายโค้งเข้าหากัน พบมากในสมัยอยุธยาตอนปลายทั้งปูนปั้นและจิตรกรรม มี 3 พุ่ม ตรงกลางเรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายท่อหางโต พัฒนามาจากลายดอกโบตั๋น ทำให้เชื่อได้ว่าทั้งลวดลายและการเขียนพระพุทธรูปเป็นฝีมือของช่างไทยในสมัย อยุธยาตอนปลาย

 จิตกรรมฝาผนังแห่งนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักวิชาการไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร และ ม.ล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์

 จึงสรุปได้ว่า จิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเตงดอจี เป็นฝีมือของเชลยศึกไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2310 ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่เมืองสะกาย ประเทศพม่า

รศ.ดร.ศักดิ์ชัย  สายสิงห์

รองคณบดี คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร

และ อ.ภภพพล (สรศักดิ์) จันทร์วัฒนกุล

โทร 0-2644-9700

 

 

 

 

 




เที่ยวพม่า

ทำความรู้จักประเทศพม่า
การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปเที่ยวพม่า
เรื่องแบบนี้...จะทำให้คุณรู้จักพม่าดีขึ้น....
เชียงตุง จ่อแต๊ จ่อนา 3 วัน 2 คืน
เที่ยวเชียงตุง แบบสบายกระเป๋า 4 วัน 3 คืน เริ่มต้น และจบทัวร์ที่แม่สาย เชียงราย
ชเวนาโล ย่างกุ้ง - อินทร์แขวน 3 วัน 2 คืน เริ่มต้น และจบทัวร์ที่กรุงเทพฯ
ชเวนาโล ย่างกุ้ง - อินทร์แขวน 4 วัน 3 คืน เริ่มต้น และจบทัวร์ที่เชียงใหม่ article
ทะเลแห่งเจดีย์ ศักดิ์ศรีจากพม่า ตื่นตาตื่นใจกับความสงบสวยงามของทะเลสาป 5 วัน 4 คืน
ตามรอยชีวิตรักรันทดมะละแหม่ง มะเมียะศุขเกษม 3 วัน 2 คืน
ย่างกุ้ง มะละแหม่ง คู่แค้น แสนรัก 4 วัน 3 คืน ไป-กลับนกแอร์
2 คืน 3 วัน มัณฑะเลย์ อุทุมพร ย้อนอดีตโยเดีย
Option เพิ่มเติม สำหรับแพ็คเกจ 2 คืน 3 วัน มัณฑะเลย์
Myanmar Tour
เรื่องจริงในพม่าที่คุณอาจไม่รู้
อาหารพม่า
ชินลง! ยอดทักษะตะกร้อพม่าโบราณ
ระเบียบการยื่นขอวีซ่า ประเทศพม่า
สาวพม่ามั่นใจใช้ ''ทานาคา'' สุดยอดประทินผิวสารพัดประโยชน์



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

๑۩۩.Destiny Travel Service.۩۩๑
      เที่ยวสนุกทุกที่ เดสทินี สบายใจ Traveling for life.
Tour package, Hotel, Flight, Group tour, Meeting, Observe ativities all over South East Asia

Chiang Mai, THAILAND
TAT.License No. 21/00363
Tel. (66)53 217186-7
Tel / Fax. (66)53 217184
Mob. (66)89 8502102
E-mail : destinythai@gmail.com
Thai : www.destinythai.com
Eng : www.destinythailand.com
Facebook
: http://www.facebook.com/DestinyTravelService