bulletEnglish website
dot
ทัวร์ภาคเหนือ
dot
bulletทัวร์เชียงใหม่
bulletทัวร์เชียงราย
bulletทัวร์ปาย แม่ฮ่องสอน
bulletทัวร์ลำปาง
bulletทัวร์พะเยา
bulletทัวร์ตาก
dot
ทัวร์ภาคใต้
dot
bulletทัวร์ภูเก็ต กระบี่ พังงา
bulletทัวร์หัวหิน ชะอำ
dot
ทัวร์ตะวันออก
dot
bulletทัวร์ชลบุรี
dot
ทัวร์อิสาน
dot
bulletทัวร์เลย
dot
ทัวร์ต่างประเทศ
dot
bulletทัวร์ลาว
bulletทัวร์พม่า
bulletทัวร์จีน


เดสทินี่ ทราเวล เซอร์วิส


ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่

1. น้ำพุร้อนสันกำแพง

                            ประวัติความเป็นมาของน้ำพุร้อนสันกำแพง
เดินที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้า และมีธารน้ำร้อน บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ชาวบ้านจะมาใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ อายน้ำแร่ ต้มหน่อไม้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 น้ำมันมีราคาแพง รัฐบาลจึงมองหาแหล่งพลังงานทดแทนที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าแทนน้ำมัน ซึ่งพื้นที่ของน้ำพุร้อนสันกำแพง อยู่ในโครงการหมู่บ้านสหกรณ์ สันกำแพง ตามพระราชดำริ
จากการสำรวจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2515-2526 พื้นที่นี้มีพลังงานความร้อน เพื่อพอสำหรับใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า แต่ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าแพงกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมัน โครงการนี้จึงถูกระงับไว้เป็นพลังงานทดแทนในอนาคต
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์ สันกำแพง จำกัด โดยมี ฯพณฯ ดร. ประกอบ หุดสิงห์ เป็นประธานโครงการฯ ให้การสนับสนุนให้บริเวณน้ำพุร้อน เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งบริเวณนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 75 ไร่ อยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 31 ไร่ และอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 44 ไร่
จึงได้มีการร่วมลงทุนกันระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์ สันกำแพง จำกัด ใช้ชื่อว่า “น้ำพุร้อนสันกำแพง” โดยรว่มลงทุนฝ่ายละ 1 ล้านบาท ทำการก่อสร้างอาคาร อาบน้ำแร่ ร้านอาหาร ซุ้มพักผ่อน สถานที่จะหน่ายของที่ระลึก ไม้ดอก ไม้ประดับ โดยทำการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ในวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2527 เวลา 15.00 น. โดยมี ฯพณฯ ดร. ประกอบ หุดสิงห์ เป็นประธานในพิธีเปิด
                          น้ำพุร้อนในบ่อนี้มีอุณหภูมิสูงถึง 105
                          มีไข่สำหรับต้มในบ่อน้ำร้อนขาย มีทั้งไข่ไก่และไข่นกกระทา ไข่ต้มจากน้ำพุร้อนมีรสชาดหอมอร่อยกว่าไข่ต้มธรรมดา แถมมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย
                          การต้มไข่ต้องใช้วิธีจับเวลา
                          - ไข่ลวก ใช้เวลา 3 นาที
- ไข่ยางมะตูม ใช้เวลา 5-6 นาที
- ไข่สุก 10-15 นาที
ไข่ที่ต้มด้วยน้ำพุร้อนจะแปลกกว่าต้มในหม้อตรงที่ไข่แดงจะสุกก่อนไข่ขาว
                          มีบริการอาบ แช่และสระว่ายน้ำแร่ให้ว่ายเล่นได้อีกด้วย

  2. ถ้ำเชียงดาว

                          สร้างเมื่อ พ.ศ. 2310 มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดถ้ำหลวงเชียงดาว การก่อสร้างเริ่มครั้งแรกโดยพระครูบาประธรรมปัญญา และพ่อแสนปี ต่อมา พ.ศ. 2430 พระยาอินต๊ะภิบาล มาทำบันไดขึ้นสู่ปากถ้ำ พร้อมเสนาสนะและศิลปวัตถุอื่นๆ ใน พ.ศ. 2456 มีฤาษีชื่อคันธะมาสร้างพระพุทธรูป จนถึง พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัย มาสร้างและบูรณะ นอกจากนั้นในสมัยหลังได้มีการสร้างและบูรณะเสนาสนะเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514

                          ถ้ำเชียงดาวตั้งอยู่เชิงเขาดอยหลวงเชียงดาว ดอยที่มีความสูงอันดับ 3 ของประเทศไทยรองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก มีความสูง 2220 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
                          มีพันธ์ไม้หายากหลายชนิดบนยอดดอยหลวงเชียงดาวโดยเฉพาะดอกเทียนนกแก้ว Parrot Flower Impatiens psittacina Hk. f.  BALSAMINACEAE มีสีสรรและรูปร่างเหมือนนกแก้วกำลังบินสวยงามมาก
                          บริเวณหน้าถ้ำมีธารน้ำใสไหลผ่าน มีปลาหลายชนิด นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารปลาได้

                          เมื่อผ่านบันไดทางเข้าไปจะมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยแยกออกไปหลายเส้นทางมีชื่อต่างๆ ได้แก่ ถ้ำม้า (735 เมตร), ถ้ำแก้ว (474 เมตร), ถ้ำน้ำ (660 เมตร), ถ้ำพระนอน (360 เมตร) และถ้ำเสือดาว (540 เมตร) แต่ละถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยงามรูปต่างๆ ตามแต่จะจินตนาการ ภายในถ้ำยังมีพระพุทธประดิษฐานไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้
 
  3. Riverside Pub & Restaurant

The Riverside เริ่มต้นบริการลูกค้าด้วยความหลากหลายของเมนูอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบไปด้วยอาหารไทยและสากล พร้อมการบรรเลงดนตรีแห่งยุคสมัย ทั้งเพลงประเภท Folk, Country & Western, Bob Dylan ฯลฯ และรสชาติของอาหารไทยและเทศที่แสนจะถูกปากในราคามิตรภาพ ความนิยมของร้านพุ่งขึ้นสูงมาก เมื่อนิตยสารทั้งไทยและต่างประเทศเริ่มเขียนถึงกันบ่อยขึ้น และ The Riverside ก็ได้รับการบรรจุไว้ในหนังสือคู่มือแหล่งท่องเที่ยวในภาษาหลักต่าง ๆ หลายภาษา จวบจนปัจจุบัน หนังสือท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ไม่พลาดที่จะแนะนำ The Riverside ต่อนักท่องเที่ยวในหนังสือของตน

เมื่อระยะเวลาผ่านไป 5-6 ปี จากจุดเริ่มต้นด้วยจำนวนของลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนอย่างมากมายทุกค่ำคืนThe Riverside จึงได้ขยายเนื้อที่ออกไปทางด้านทิศเหนือ (เดิมเป็นร้าน The Kays Kitchen) และเป็นที่เรียกขานส่วนที่ขยายใหม่นี้ว่า RSII หรือ The Riverside 2 บ้างก็เรียกแบบถนัดปากว่า “ฝั่งไทย” ส่วนร้านเดิม นิยมเรียกกันว่า “ฝั่งฝรั่ง” ในช่วงนี้ The Riverside มีพื้นที่ให้บริการลูกค้ากว้างขวางขึ้น และสามารถรองรับได้ทั้งลูกค้าผู้ใหญ่ระดับ VIP, คนรุ่นใหม่วัยมันส์ และชาวต่างชาติ ทั้งจากโรงแรมชั้นหนึ่ง รวมถึงระดับ backpacker ไว้ได้ทั้งหมด

เนื่องจากเชียงใหม่เป็นเมืองเอกด้านท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานประเพณีหลัก ๆ เช่น เทศกาลลอยกระทง หรือสงกรานต์ The Riverside ตั้งอยู่ ณ จุดที่เป็น prime spot ศูนย์กลางของกิจกรรมของเทศกาลเหล่านี้ จึงเป็นที่นิยมของลูกค้าที่จะมาจับจองโต๊ะ สำหรับคืนแห่งความทรงจำเหล่านั้นเป็นประจำตลอดมา ในระยะหลัง เราได้เสริม The Riverside Boat Cruise การล่องเรือดื่มด่ำกับบรรยากาศสองฟากฝั่งแม่น้ำปิงและรสชาติของอาหารและเครื่องดื่มซึ่งก็ได้เป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวอย่างมากอีกรายการหนึ่ง
เมื่อดำเนินกิจการมาถึงปีที่ 20 “ The Riverside 2” ก็ไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่า บ้านโบราณฝั่งตรงข้าม จึงได้รับการปรับปรุงจากความงามที่หลับใหลสู่ความมีชีวิต ชีวา อีกครั้งหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “The Riverside ฝั่งน้ำตก” ซึ่งประกอบไปด้วยระเบียงด้านหน้า, สวนหย่อม และน้ำตกขนาดย่อมแสนร่มเย็น และระเบียงด้านหลังวิวน้ำตกใต้ร่มไม้ใหญ่ เหมาะแก่การสังสรรค์กับมิตรสหาย ส่วนภายในอาคารโบราณ 2 ชั้น ตกแต่งในสไตล์คลาสสิค พร้อมเวทีดนตรีและบาร์เครื่องดื่มไว้บริการเพื่อความรื่นเริง ผ่อนคลายแก่ผู้มาเยือน โดยยังคงบรรยากาศของความเป็น The Riverside ดั้งเดิมไว้อย่างสมบูรณ์

ทางร้านเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงตีหนึ่ง เป็นประจำทุกคืน โดยเริ่มบริการตั้งแต่อาหารเช้าเป็นต้นไป ที่ The Riverside แห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศยามบ่ายอันรื่มรมย์แบบสบาย ๆ กับเพื่อน ๆ พร้อมกับจิบ cocktail หลากสไตล์และทุกบ่ายวันอาทิตย์ สนุกสนานกับ Jazz Band ที่ดีที่สุดของเชียงใหม่ ทุก ๆ วันนักเปียโนของเราจะเริ่มบรรเลงเบา ๆ ในตอนเย็นเพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศริมน้ำ ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้าหลังดอยสุเทพ และเมื่อยามราตรีมาถึง บรรยากาศจะเริ่มคึกคัก โดยการบรรเลง guitar duo ในแบบ acoustic ที่จะหาฟังที่ไหนไม่ได้ และเพิ่มความคึกคักในยามดึกเวลาของ Live Bands ก็มาถึง ซึ่งมีให้ท่านได้สนุกสนานถึง 3 วง ( 3 bands 3 style) หมุนเวียนกันบรรเลงเติมความคึกคักอย่างสุดฝีมือ ทั้งเพลงในสไตล์ Jazz, Rock, Reggae, Rhythm & Blues, Pops รวมไปถึงเพลงไทยยอดนิยมซึ่งจะทำให้คุณได้ประทับใจในความมันส์อย่างไม่รู้ลืม
 
  4. แพยางแม่แตง

                           แม่น้ำแม่แตง มีช่วงที่เหมาะแก่การล่องแก่งด้วยเรือยางเป็นระยะทางยาวถึง 10 กม. ซึ่งใช้เวลาล่องประมาณสองถึงสองชั่วโมงครึ่ง โดยทำการล่องได้ตั้งแต่บ้านสบก๋ายถึงบ้านเมืองกี๊ด ซึงพอจะแบ่งเป็นช่วงๆดังนี้

ช่วงแรก จากบ้านสบก๋ายถึงปางเกาะ ระยะทางประมาณ 5กม. มีความยากอยู่ระดับ 2-3 ช่วงนี้เป็นช่วงที่สนุกสนาน และมีความปลอดภัยสูงเหมาะกับการทำความคุ้นเคยในการร่วมกันบังคับเรือให้ผ่าน เกาะแก่งต่างๆ มีแก่งใหญ่ๆที่ สนุกตื่นเต้นแต่ไม่อันตราย ประมาณ 6 แก่ง

ช่วงที่สอง จากปางเกาะถึงบ้านห้วยมะซาง ระยะทางประมาณ 2 กม. มีความยากอยู่ที่ระดับ 4-5 ช่วงนี้เป็นช่วงที่มึความยากสูงสุดของแม่น้ำสายนี้ประกอบด้วยแก่งน้ำตกใหญ่ๆ ประมาณ 7 ถึง 8 แก่ง เป็นช่วงที่ต้องการความเป็นทีมเวิร์กสูงสุด และต้องการนักท่องเที่ยวที่มีความพร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจ

ช่วงสุดท้าย จากบ้านห้วยมะซางถึงบ้านเมืองกี๊ด ระยะทางประมาณ 4 กม. มีความยากอยู่ที่ระดับ 3-4 ช่วงนี้เป็นช่วงที่บริษัทผู้ให้บริการการล่องแก่งด้วยเรือยางส่วนใหญ่ใน เชียงใหม่ใช้กัน มีแก่งใหญ่ที่สนุกตื่นแต้นอยู่ประมาณ 6 แก่ง โดยเฉพาะช่วงที่สนุกที่สุดเป็นแก่งใหญ่ต่อกันถึง 3 แก่งยาวรวม 500 เมตร ที่สร้างความตื่นแต้นให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
 
 

5. วนัสนันท์

                       บริษัท เชียงใหม่ วนัสนันท์ จำกัด ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาจากกิจการภายในครอบครัว โดย คุณพ่อชกลี และ คุณแม่ลิบอ้าย แซ่ตั้ง ในเบื้องต้นผลิตและจำหน่ายสินค้าประ เภทผักและผลไม้ ดอง ต่อมาผู้สืบทอดกิจการคือ คุณ ชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2532 โดยมีสำนักงาน ตั้งอยู่เลขที่ 398 ถ.เชียงใหม่-ลำปาง ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังจากที่เข้ามาดำเนินกิจการ คุณชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ได้ขยายกิจการสู่การจำหน่ายสินค้าของฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์ พื้นบ้าน ทั้งของจังหวัด เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ด้านการผลิตและจำหน่ายสินค้าผัก และ ผลไม้ดอง ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ สินค้าภาย ใต้ชื่อ วนัสนันท์ จึงเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะ มีความมั่นใจในความสะอาด ถูกอนามัย ในการบริโภค และเป็นที่เชื่อถือมากกว่า 20 ปี

  6. ข้าวซอย

ประวัติข้าวซอย

(ณริสสร สมสวัสดิ์)
เป็นความสงสัยส่วนตัวมานานแล้วว่าข้าวซอยนั้นมีที่มาจากที่ใด ที่สงสัยก็เพราะลักษณะและเครื่องปรุงนั้นแตกต่างจากอาหารชาวไทยล้านนาโบราณโดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่ กะทิ ไปจนถึงบะหมี่เส้นแบนๆ ที่เรียกกันว่าเส้นข้าวซอย หน่ำซ้ำข้าวซอยเก่าแก่หลายเจ้าในเชียงใหม่ก็มักทำโดยชาวมุสลิม และติดป้ายอาหารฮาลาลซะหยั่งงั้น แบบที่ว่าไม่เคยเห็นอาหารเหนืออื่นไดที่ได้รับเกียรติในลักษณะเดียวกัน เคยสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ว่าได้กินข้าวซอยตั้งแต่รุ่นปู่ย่า หรือมีกันมาเป็นร้อยปีแล้วหรือไม่ส่วนใหญ่ก็ส่ายหน้าเพราะเท่าที่หลายคนจำได้ข้าวซอยก็ไม่ได้มีมานานขนาดนั้น หรือออกไปชนบทนอกตัวเมืองก็หาข้าวซอยกินยากมากหรือถ้ามีก็ทำไม่ครบสูตรและไม่อร่อย สรุปเอาง่ายๆว่าเป็นที่นิยมและเป็นสูตรเฉพาะของคนในเมืองมากกว่า
ลองสืบค้นดูจึงพอได้ความว่าข้าวซอยนั้นเป็นอาหารของชาวสิบสองปันนา และอาจแพร่หลายขึ้นไปจนถึงยูนนาน และแพร่หลายเข้าสู่ล้านนาตั้งแต่ในยุคที่ล้านนามีการทำการค้ากับจีนยูนนานผ่านพ่อค้าชาวจีนฮ่อ หรือที่เรียกว่าจีนมุสลิมโดยในช่วงกว่าร้อยปีที่แล้วพ่อค้าเหล่านี้เดินทางมาค้าขายกับล้านนาปีละ 1 ครั้ง และเลิกค้ากับล้านนาไปเมื่อราว 70-80 ปีที่ผ่านมานี้เองหลังมีการสร้างเส้นทางรถไฟขึ้นมาเชียงใหม่ปี2464 และมีการตัดถนนขึ้นสู่ภาคเหนือในช่วงหลังปี2490 เราหันไปค้าขายกับกรุงเทพแทนและการค้าเส้นทางดังกล่าวหมดบทบาทไป
อย่างไรก็ดีร่องรอยของคนเหล่านี้ก็ยังคงมีให้เห็นในล้านนามากมายนับตั้งแต่ชาวฮ่อที่อพยพมาตั้งรกรากในเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆในภาคเหนือไปจนถึงข้าวซอย อย่างไรก็ตามข้าวซอยของชาวฮ่อนั้นก็ยังไม่ใช่ข้าวซอยในแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันกล่าวคือมิได้ใส่กะทิ แต่ความเข้มข้นของน้ำซุปจะได้จากถั่วหมักและน้ำพริก ข้าวซอยในรูปแบบนี้ยังคงมีในปัจจุบันแต่เรียกว่าข้าวซอยฮ่อ หรือบ้างก็เรียกข้าวซอยสิบสองปันนา แล้วข้าวซอยที่ฮิตๆของเรามาจากไหน??

ข้าวซอยฮ่อ

ออกตัวก่อนว่าข้อสรุปนี้อาจไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็น แต่พิจารณาดูแล้วสันนิษฐานว่า ในช่วง 80-90 ปีที่ผ่านมาชาวมุสลิมจากภาคกลางของไทยได้อพยพขึ้นมายังภาคเหนือของไทย และเข้าใจว่าคงมีการปรับปรุงข้าวซอย อาหารของจีนมุสลิมเข้ากับก๋วยเตี๋ยวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวแขกแบบมุสลิมในภาคกลาง เหตุที่ทำให้คิดดังนี้ก็เพราะ ทั้งก๋วยเตี๋ยวแกงและข้าวซอยต่างมีส่วนผสมแล้วรสชาติที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก ทั้งการใช้ผงกระหรี่ พริกแกง ขิง และกะทิ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังพบว่าร้านขายข้าวซอยหลายแห่งในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงยังมีการขายก๋วยเตี๋ยวแกงควบคู่ไปกับการขายข้าวซอย

ก๋วยเตี๋ยวแกง

จากที่ว่ามาทั้งหมดน่าจะได้ข้อสรุปว่าข้าวซอยนี้เรานำเข้ามาจากต่างแดน แต่ปรับปรุงสูตรใหม่เกือบทั้งหมดในล้านนานี่เอง เข้าใจว่าน่าจะในเชียงใหม่หรือลำปางซึ่งเป็นแถบที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก จนเกิดเป็นอาหารรสเข้มถูกใจใครหลายคน ทั้งเป็นหน้าตาของเมืองเหนือที่สะท้อนถึงการเป็นเมืองสิบสองภาษา หรือเมืองที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธ์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...

                       ขอขอบคุณเจ้าของบทความ
  7. คอยาวโต้งหลวง 

                       เด็กสาวกะเหรี่ยงคอยาว หรือปาดองจะเข้าพิธีใส่ห่วงทองเหลืองเมื่ออายุได้  ๕-๙  ปี  มีหมอผีประจำเผ่าเป็นผู้ใส่ให้  แต่เดิมนั้นผู้ที่จะใส่ห่วงทองเหลืองจะต้องเป็นหญิงที่เกิดวันพุธที่ตรงกับวันเพ็ญเท่านั้น  และจะต้องเป็นหญิงปาดองที่แท้จริง  ไม่มีเชื้อเผ่าอื่นผสม  ถ้าไม่ยอมใส่ห่วงจะถูกขับออกจากเผ่าทันที แต่ต่อมานิยมใส่กันหมดไม่ว่าจะเกิดวันใด เดิมปลอกคอนี้ใช้ทองคำจริง ๆ  แต่ในปัจจุบันใช้ทองเหลืองที่นำมาจากเมืองเบงลอประเทศพม่า  ผู้ที่ใส่ห่วงจะต้องมีฝีมือในการดัดทองเหลือง  มิฉะนั้นจะทำให้ผู้สวมห่วงนี้เจ็บ  ก่อนใส่ก็ต้องเอาทองเหลืองไปอังไฟและชุบน้ำมะนาวให้อ่อน แล้วนำมาขดรอบคอเป็นวง ๆ ห่วงแต่ละห่วงจะติดกันเหมือนลวดสปริง  มี  ๒  ชุด ชุดหนึ่งใส่เป็นฐานอยู่บนไหล่มี ๕  วง  ต่อจาชุดนี้ขึ้นไปบนคอ จะใส่ห่วงชุดที่มี ๒๐ วง  วงบนสุดจะมีหมอนใบเล็กจิ๋วใส่ค้ำคางไว้กันเสียดสี  ระหว่างห่วงทั้งสองชุดจะมีโลหะยึดติดกันไว้ที่ด้านหลังคอ  รอบ ๆ ห่วงชุดแรกจะสวมสร้อยเงิน  เหรียญ  และลูกปัดทับอีกทีหนึ่ง  ห่วงที่ใส่นี้ไม่ได้สร้างความรำคาญให้ผู้ใส่เพราะผู้หญิงปาดองคิดว่าห่วงนี้สวย ยิ่งใส่มากยิ่งสวยการดูแลรักษาห่วงเวลาอาบน้ำก็จะเอาหญ้าแห้งมาขัดทองเหลืองที่ใส่อยู่ติดคอนั้น  เหตุผลที่ว่าทำไมผู้หญิงปาดองจะต้องใส่ห่วงทองเหลืองที่คอนั้น ส่วนใหญ่จะกล่าวว่าเพื่อความสวยงามและเพื่อแสดงฐานะและตำแหน่งของตน เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อไม่ให้มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์  ชนภูเขาของพม่าทั้งหมดจะแยกความแตกต่างได้จากเครื่องแต่งกายผู้หญิง  ผู้หญิงแต่ละเผ่าจะแต่งตัวไม่เหมือนกัน  บางเผ่าจะเน้นความ แตกต่างมากขึ้นไปอีก เช่นมีการสักตามตัวมาจนไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของคนนอกเผ่า นอกจากนี้ก็มีนิยายปรัมปราที่กล่าวถึงเหตุผลของการใส่ห่วงที่คออีก  ๒  เรื่อง  เรื่องแรกกล่าวว่าในอดีตกาลภูตผี และวิญญาณเกิดความไม่พอใจพวกปาดองจึงส่งเสือมากัดกินโดยเฉพาะผู้หญิง  บรรพบุรุษปาดองเกรงว่าผู้หญิงจะตายไปจนสูญพันธุ์หมดจึงแก้ปัญหาโดยให้ผู้หญิงใส่เกราะทองเหลืองไว้เพื่อป้องกันเสือกัด  อีกเรื่องหนึ่งกล่าวว่า  เดิมพวกปาดองมีแม่เป็นมังกรและหงส์  จึงต้องใส่ห่วงที่คอเพื่อจะได้มีคอที่ระหง ส่ายไปส่ายมาอย่างสง่างามสมเป็นทายาทของมังกรและหงส์
     เหตุผลทางด้านประวัติศาสตร์ก็เล่ากันมาว่า ในอดีตปาดองหรือแลเคอเป็นนักรบผู้กล้าหาญ มีความสัตย์ซื่อถือคำมั่นสัญญายิ่งชีวิต  มีอำนาจมาก  เคยปกครองพม่ามาก่อนแต่สุดท้ายต้องพ่ายแพ้พม่าซึ่งผนึกกำลังกับบังการี  (ต้นสกุลชาวบังกลาเทศ)  จนต้องอพยพหลบหนีจากถิ่นฐานเดิม  ความพ่ายแพ้นี้เป็นเหตุให้ราชธิดาของผู้นำเผ่านำต้นปาดองซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีสีเหลืองทองมาพันคอแล้วประกาศว่า  เมื่อแลเคอกลับไปมีอำนาจอีกเมื่อใดจึงจะเอาต้นปาดองที่พันคอออก
จากต้นปาดองกลายมาเป็นห่วงทอง...สัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้และเป็นสิ่งที่เตือนความจำว่า สักวันหนึ่งแลเคอจะต้องกลับไปยิ่งใหญ่อีกครั้ง
        
  8. ปางช้างแม่สา

                               ช้างมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนไทย และช้างเองยังถูกใช้เป็นสัญญลักษณ์ประจำชาติไทย ในสมัยก่อนอุตสาหกรรมคนไทยใช้ช้างไปในเชิงอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ โดยคนไทยก็ให้ความสำคัญและคุณค่าแก่ช้างไทยด้วย
คนไทยยังมีภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและการฝึกช้างที่ชื่อว่า "ตำราคชศาสตร์" ซึ่งถูกถ่ายทอดจากควาญช้างรุ่นเก่ามาสู่ควาญช้างรุ่นใหม่มาเป็นเวลากว่าศตวรรษ เพื่อยึดเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในการฝึกสื่อสารกับช้างและดูแลช้างอย่างถูกต้อง ในการฝึกช้างนั้นต้องอาศัยความอดทนและเวลาเป็นอย่างมาก เพราะควาญช้างจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและเอาใจใส่ดูแลต่อช้าง ด้วยเหตุนี้ช้างทุกเชือกที่ปางช้างแม่สาจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับคน โดยเฉพาะกับควาญของตน เนื่องจากการฝึกการสื่อสารกับควาญถือเป็นการฝึกเบื้องต้นที่ควาญจะสอนช้างควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับช้างของตนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ทำร่วมกันเช่น การอาบน้ำเป็นต้น หลังจากการฝึกการสื่อสารเบื้องต้นแล้ว จะมีการฝึกความสามารถขั้นต่อๆ ไป เช่น การให้ควาญขึ้นและลงหลังช้าง การเล่นฟุตบอล เป็นต้น การฝึกจะเป็นไปทีละขั้นเพื่อที่จะให้ช้างมีความสุขกับการฝึกในแต่ละอย่างและไม่เป็นการหักโหมต่อสุขภาพกายและใจของช้างมากเกินไป
                   "ปางช้างแม่สา" ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่มากนัก ใช้เวลาขับรถจากตัวเมืองมาถึงปางช้างภายในเวลาประมาณ 20 นาที โดยคุณสามารถสัมผัสได้กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของสองข้างทางไปจนถึงปางช้างแม่สา
จากประสบการณ์ที่มากกว่า 30 ปี และจำนวนช้างที่มีกว่า 70 เชือกที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างดี เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าปางช้างกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญในด้านการดูแลช้าง การสืบพันธุ์ช้าง รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
 
  9. ปางช้างโป่งแยง

            ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สวยงาม แวดล้อมไปด้วยป่า น้ำ ลำธารและน้ำตกสวยงามหลายแห่ง เหมาะกับการขี่ช้างชมธรรมชาติมาก
 
  10 จุดชมวิวอ่างขาง

            เป็นจุดที่อยู่ระหว่างเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปบ้านขอบด้งและนอแล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น ได้สวยงามโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกตอนเช้า
 
  11. ขี่เกวียนแม่แตง
            
            เชียงใหม่ในอดีต มีการขนส่งที่สำคํญคือวัวล้อทำหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือและสถานีรถไฟไปขายยังพื้นที่ต่างๆทั้งในเมืองและชนบท ในเวลานั้นทั้งสองข้างทางถนนเจริญเมือง สันป่าข่อยมีล้อวัวรับจ้างจำนวนมาก
 
  12. ขี่ช้างแม่แตง

                                   การขี่ช้างล่องแก่ง ซึ่งถือว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ท้าทายสำหรับบรรดานักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็นผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแห่กันไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทุก ๆ สุดสัปดาห์หรือวันหยุดราชการยาว ๆ กันมากขึ้น สองฟากฝั่งของลำน้ำแม่แตง เขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่มีปางช้างเกิดขึ้นมากมาย ไอดินกลิ่นป่าริมฝั่งน้ำแม่แตงนั้นมีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้แสวงหาธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผืนป่าในบริเวณนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ ฝั่งหนึ่งนั้นคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อีกฝั่งหนึ่งคือเขตป่าสงวน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้นหนึ่งของประเทศ ที่สำคัญแม่น้ำแม่แตงยังเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของคนเชียงใหม่มาตั้งแต่อดีต แต่ปรากฏว่ามีคนไทยที่เป็นนักเดินป่าจำนวนไม่มากนักที่ได้เข้าไปสัมผัสเสน่ห์ของผืนป่าริมฝั่งน้ำแม่แตง
 
  13. พืชสวนโลก 2006

                        งานราชพฤกษ์ 2549 แบ่งพื้นที่จัดแสดง เป็น 5 ส่วนคือ สวนเฉลิมพระเกียรติประเภทองค์กร (Corporate Garden) , สวนนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ (International Garden) ส่วนจัดแสดงพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้น (Tropical Garden) ส่วนจัดแสดงนิทรรศการในอาคาร (Indoor Exhibition) และส่วนจัดแสดงเฉลิมพระเกียรติหอคำหลวง (Royal Pavilion) ภายใต้แนวคิด "เพื่อนำความรักสู่มนุษยชาติ" (to Express the Love for Humanity") นอกจากนี้ยังเป็นส่วนการแสดงประกอบย่อยๆ แบ่งเป็นส่วนต่างๆ อีกดังนี้
•    อาคารหอคำหลวง เป็นส่วนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะพระมหากษัตริย์นักการเกษตรของโลก
•    สวนไม้ผลไทยและอาคารแสดงนิทรรศการผลไม้
•    สวนรวบรวมพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้นโดยจัดแบ่งกลุ่มการแสดงตามคุณลักษณะ
•    สวนนิทรรศการเกี่ยวกับยางพารา
•    อาคารแสดงพันธุ์ไม้เขตร้อน
•    อาคารแสดงพันธุ์ไม้เขตหนาว
•    อาคารแสดงการปลูกพืชไม่ใช้ดิน
•    อาคารแสดงเทคโนโลยีการเพาะเนื้อเยื้อ
•    ลานและเวทีการแสดงกลางแจ้ง
•    อาคารแสดงโลกแมลง
•    สนามเด็กเล่น
กิจกรรมในงานมีความหลากหลาย เช่น การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงวัฒนธรรมนานาชาติ ดนตรีในสวน ขบวนพาเรด งานแสดงน้ำพุดนตรี การสัมมนาทางวิชาการ การบริการต่างๆ ได้แก่ ศูนย์อาหาร การสื่อสาร การพยาบาล การท่องเที่ยว เป็นต้น  พื้นที่จัดแสดงกลางแจ้งประกอบด้วย 23 สวน จาก 22 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ เบลเยียมจีน กัมพูชา อิหร่าน ญี่ปุ่น เคนยา ลาว มอริเตเนีย โมร็อกโก เนปาล เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ซูดาน ตุรกี เวียดนาม สเปนอินโดนีเชีย อินเดีย มาเลเซีย ภูฏาน และกาตาร์ ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดแสดง 2 สวน คือสวนประเทศญี่ปุ่น และสวนคันไซ  พื้นที่จัดแสดงในร่ม ส่วนใหญ่เป็นการจัดแสดงชั่วคราว หมุนเวียนไปตลอดงาน ประกอบด้วยการจัดแสดงจากประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา บรูไนดารุสซาลาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ตูนิเซีย เคนยา ซูดาน ตรินิแดดและโตเบโก กาบอง บุรุนดี ไนจีเรีย มาดากัสการ์ ปากีสถาน บัลแกเรีย และเยเมน
 
  14. น้ำตกแม่สาน้อย
  
น้ำตกแม่สาน้อยตั้งอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่มีน้ำไหลตลอดทั้งปีน้ำค่อนข้างไหลแรง นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มักจะแวะมาชมน้ำตกนี้ก่อนเนื่องจากอยู่ใกล้บริเวณทางขึ้นไปสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าสู่ จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู อ.แม่ริม-เสมอ จากทางตัวเมืองเข้ามาประมาณ 50 กม. ประมาณ 45 นาที ก็จะถึง สวนพฤกษาศาสตร์พระนางเจ้าสิริกิตติ์ น้ำตกแม่สาจะอยู่ใน สวนพฤกษาศาสตร์พระนางเจ้าสิริกิติ์
 
  15. สวนพฤกษศาสตร์

               เป็นสถาบันทางวิชาการที่เป็นแหล่งรวบรวมพรรณพืชต่างๆ เอาไว้เพื่อทำการอนุรักษ์ ศึกษา วิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทางด้านพฤกษศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ว่าด้วยพืช โดยมากจะมีการปลูกรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ ตามแต่ละนโยบาย ลักษณะพื้นที่ และงบประมาณของสวนพฤกษศาสตร์นั้นๆ เช่น สวนกล้วยไม้ สวนสมุนไพร สวนพืชให้สี สวนพืชมีพิษ หรือ ตามการจัดจำแนกพืชเป็นวงศ์ต่างๆ เช่น วงศ์ปาล์ม วงศ์ขิงข่า เป็นต้น โดยสวนพฤกษศาสตร์ที่มีมาตรฐานจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น แปลงรวบรวมพรรณพืช ห้องสมุด หอพรรณไม้ ห้องปฏิบัติการ นอกจากงานด้านอนุรักษ์พืชแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสำหรับการศึกษาของนักวิจัย นักเรียนนักศึกษา หรือตอบสนองต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์จะต้องตอบสนองต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ เช่น การเป็นแหล่งพันธุกรรมให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น มีเส้นทางชมสวนหลายเส้นทาง และมีกลุ่มอาคารเรือนกระจกสำหรับให้นักท่องเที่ยวผู้ที่มาเยี่ยมชมได้สนุกเพลิดเพลินกับชนิดพรรณพืชที่มีความหลากหลายซึ่งมีทั้งชนิดพรรณไม้พื้นเมืองประจำถิ่น และพรรณไม้จากต่างประเทศ
 
  16. ขันโตกศูนย์วัฒนธรรม
 
                     ประเพณีการเลี้ยงขันโตก เป็นประเพณีของชาวเหนือที่นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่โบราณ การเลี้ยงแขกโดยการกินข้าวขันโตก ซึ่งอาจมีหลายชื่อทีใช้เรียก ขานกัน เช่น กิ๋นข้าวแลงขันโตก หรือเรียกสั้นๆ ว่า ประเพณี ขันโตก หรือสะโตก

    ขันโตกเป็นภาชนะที่ทำด้วยไม้ โดยนำมากลึงให้เป็นลักษณะกลมเหมือนถาด ขันโตกขนาดเล็กนั้น จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๔ นิ้ว และขนาดใหญ่ จะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ ๒๐ นิ้ว หรือถ้าเป็น ขันโตกสำหรับ เจ้านายฝ่ายเหนือ หรือคหบดีก็จะดัดแปลงให้หรูหราตามแต่ฐานะ บ้างก็ใช้เงินทำหรือ "ทองกาไหล่" หรือไม่ก็ลงรัก ปิดทอง

    ในสมัยก่อน ชาวเหนือนิยมรับประทานอาหารกับพื้น เมื่อแม่บ้านทำกับข้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะยกออกมาตั้งโตก โดยในขันโตกนั้นจะมีกับข้าวพร้อม และเมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วก็ยก ไปเก็บทั้งโตก เป็นการประหยัดเวลา ในการจัดและเก็บ ถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวเหนือที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งการเลี้ยงขันโตกก็ยังได้รับความนิยมและใช้เลี้ยงรับรองผู้มาเยือนอยู่เสมอๆ

    จุดมุ่งหมายของการกินข้าว แบบขันโตกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ได้มีการพัฒนา มาจากสมัยก่อน โดยถือว่านอกจากจะ เพื่อเป็นการเลี้ยงรับรองแขกที่มาเยือน ให้หรูหรา สมเกียรติ และเพื่อให้เกิดความอบอุ่นประทับใจใน การต้อนรับแล้วยัง ไ้ด้มีการประยุกต์ เอาวิธีการเลี้ยงดูแขกให้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่ม สีสันของการจัดงาน ให้ยิ่งใหญ่ดูวิจิตรพิสดาร เพียบพร้อมไปด้วย บรรยากาศของ เมืองเหนือจริงๆ โดย ประดับประดาเวทีด้วย ดอกไม้ต้นไม้ให้ดูผสมผสานและดู กลมกลืนกันไป การตระเตรียมขั้นตอนการดำเนินงานเลี้ ยงขันโตก เพื่อให้พิธีการ หรูหรา ประณีต และงดงาม เหล่านี้เป็นการสร้างบรรยากาศเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อ เพื่อให้ประทับใจ และถือเป็นการให้ ความยกย่องแขกทั้งสิ้น

    จะเห็นว่า การกินข้าวขันโตกของชาวเหนือนั้น นอกจากจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อ แสดงน้ำใจในการต้อนรับแขก และเป็นการให้เกียรติแก่ผู้มาเยือนแล้วในปัจจุบัน ก็ยังได้มีจุดมุ่งหมายที่แฝงอยู่หลายประการ เช่น บาง ท้องถิ่นก็ได้จัดงานเลี้ยง ขันโตก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ และฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี ในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อฟื้นฟูการแต่งกายแบบพื้นเมือง เพื่อการทำอาหารพื้นเมืองเพื่อส่งเสริมการ ท่องเที่ยว ให้ชาวบ้านมีรายได้มีงานทำด้วย บางแห่งก็มีการจัดงาน เลี้ยงขันโตก เพื่อหารายได้สำหรับสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่น

    งานจะเริ่มจากการร่วมแรงร่วมใจกันตระเตรียมสิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ ตลอด ไปจนสถานที่ โดยจะประดับเวที ฉาก และการแสดงบนเวที สำหรับสถานที่นิยม จัดในที่กลางแจ้ง เช่น สนามหญ้าต่างๆ แล้วนำเสื่อมาปู ส่วนมากเป็นเสื่อยาวๆ จะนั่งกันประมาณ ๕ ถึง ๖ คน มีขันโตกตั้งอยู่ตรงกลาง ในขันโตกส่วนมากก็จะมี อาหารประมาณ ๕ อย่าง ตัวอย่างเช่น แกงอ่อม แคบหมู แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง ชิ้นปิ้ง ผักสด และที่ขาดไม่ได้ คือ ข้าวเหนียว หรือที่ชาวเหนือเรียกกันว่า ข้าวนึ่ง ข้าวนึ่งของชาวเหนือ นั้นจะต้องอาศัยทักษะและ ความรู้ในการทำพอสมควร คือ เริ่มจากนำข้าวไปแช่น้ำ เรียกว่า การหม่าข้าวไว้ ๑ คืน ในหม้อข้าวหม่า (หม้อที่ ใช้สำหรับแช่ข้าวเหนียว) ซึ่งก่อนที่จะทำการนึ่งต้องซาวข้าวด้วยการใช้ ซ้าหวด (คือ ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่สำหรับ ใส่ข้าวเหนียวเอาไปล้างน้ำให้สะอาดก่อน ที่จะนำไปนึ่ง) การนึ่งจะต้องใช้ไหข้าวมีฝาปิดมิดชิดให้ข้าวสุกดีขึ้น แล้วยกลงมา นำไปวางในภาชนะที่เรียกว่า กั๊วะข้าว หรือถาด ต้องคอยคนให้ไอน้ำในข้าวระเหย ออกไปบ้าง และคอยระวังไม่ให้ข้าวแฉะ ข้าวแข็ง หรือสุกไม่ทั่วกัน เมื่อข้าวสุก ได้ที่แล้ว ก็นำข้าวไปใส่ กระติ๊บบ้าง หรือที่ทางเหนือเรียกว่า แอ๊บ หรือก่องข้าว ซึ่งนิยมสานด้วย

    สำหรับงานเลี้ยงข้าวขันโตก จะมีกระติ๊บข้าวนึ่งที่มีขนาดใหญ่อีกกระติ๊บหนึ่ง เรียกว่า กระติ๊บหลวง มีลักษณะเหมือนกระติ๊บทั่วไปแต่มีขนาดใหญ่มาก อาจต้อง ใช้คนหามเข้าขบวนแห่นำขบวน ขันโตก โดยมีขบวนสาวงามช่างฟ้อนนำขบวน ขันโตกเข้ามาในงาน ผสมกับเสียงดนตรี และเสียงโห่ร้องเพื่อแสดงความยินดี เมื่อสาวงามช่างฟ้อนมาถึงงานเลี้ยงแล้ว ก็จะนำกระติ๊บหลวงไปวางไว้กลางงาน และนำข้าวนึ่ง ในกระติ๊บหลวง ออกแบ่งใส่กระติ๊บเล็กๆ แจกจ่ายไปตามโตกต่างๆ จนทั่วบริเวณงาน ซึ่งมีโตกกับข้าวเตรียมไว้ก่อนแล้ว

    การนั่งรับประทานอาหารในงานขันโตก จะนั่งกับพื้นบนสาดเติ้ม (เสื่อไผ่สาน) หรือจะนั่ง รับประทานขันโตกบนพื้นไม้ที่ยกพื้นขึ้นมาในระดับเวทีก็ได้

    ผู้ที่มาร่วมงานทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของชาวเหนือ ผู้ชายสวมเสื้อ ม่อฮ่อม มีผ้า ขาวม้าคาดเอว มีพวงมาลัยดอกมะลิคล้องคอ ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ยาวถึงตาตุ่ม สวมเสื้อแขนกระบอก ทัดดอกไม้ที่หู หรือคล้องพวงมาลัยดอกมะลิ

    นอกจากอาหารคาวแล้ว ยังมีอาหารหวาน ที่นิยมเลี้ยงกันในงานขันโตก เช่น ขนมปาด ข้าวแตน ข้าวควบ มีน้ำต้นคนโท ขันน้ำสำหรับล้างมือก่อนหยิบข้าวนึ่ง มีกระโถนใส่เศษอาหาร และเมี่ยง บุหรี่ไว้สำหรับ แขกเหรื่อที่มาร่วมงาน บุหรี่ที่ใช้ คือ บุหรี่ขี้โย เป็นบุหรี่ยาเส้น นำมามวนใบตอง ชาวบ้านนิยมสูบกันทั่วไป เมี่ยง คือ ใบชานำมาหมักให้ได้ที่ใช้อมกับเกลือ มีรสเปรี้ยว อมเรียกน้ำลายทำให้ชุ่มคอ

    สำหรับบรรยากาศที่น่าประทับใจของงาน คือ จะให้แสงสว่างบนเวทีจากไฟ ตะเกียง หรือแสงเทียน บนโตกมีการจุดเทียน ๒ - ๓ เล่ม ให้พอมองเห็นหน้ากัน บนเวทีมีการตกแต่งประดับประดาให้เข้าบรรยากาศเมืองเหนือ และมีวงดนตรีอยู่ที่ มุมหนึ่งของเวที ในขณะที่แขกเหรื่อกำลังรับประทานอาหารก็มีการบรรเลงดนตรี ขับกล่อมตลอดเวลาสลับกับการแสดงบนเวที และส่วนมากนิยมนำเอาศิลปะการ ฟ้อนรำแบบชาวเหนือมาแสดงบนเวที สลับกับการแสดงดนตรีพื้นเมือง เช่น ชุดการแสดงฟ้อนสาวไหม ฟ้อนตาว (ฟ้อนดาบ) ฟ้อนเทียน

    การจัดงานประเพณีกินข้าวแลง ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ได้มีการนำเอาศิลปะ วัฒนธรรมของ ชาวเหนือเข้ามาผสมผสานเพื่อให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เช่น จัดให้ มีการประกวดโคมลอย การประกวดจิบอกไฟ (จุดบอกไฟ) หรือจุดพลุในเวลา กลางคืนให้ดูสวยงาม เพิ่มสีสันให้แก่งานอย่างมาก

    งานประเพณีต้อนรับแขกชาวเหนือ เป็นงานประเพณีที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ของชาวไทยภาคเหนือ เป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตั้งแต่ดั้งเดิมที่สืบมา จนถึงทุกวันนี้ ทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศ ในการต้อนรับให้อบอุ่น และสร้าง ความประทับใจแก่ผู้มาเยือน ยากที่จะลืมเลือน
 
  17. หมู่บ้านแม้วดอยปุย 
                  
หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง (แม้ว) ดอยปุย บริเวณหมู่บ้านจำหน่ายของที่ระลึกจำนวนมากซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในหมู่บ้าน และนำมาจากที่อื่นวางขายให้แก่นักท่องเที่ยว มีพิพิธภัณฑ์ม้ง สวนดอกไม้ซึ่งมีบริการถ่ายรูปแต่งชุดชาวเขา บริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านมีทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นดอยอินทนนท์ได้ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมได้สะดวกเพราะอยู่ใกล้ตัวเมือง โดยใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนการเดินทาง หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนดอยปุย ห่างจากพระตำหนักฯ 3 กิโลเมตร
 
  18. สโนว์โดมเชียงใหม่
                
จากธรรมชาติการอยู่อาศัยของหมีแพนด้าตามช่วงฤดูกาลแล้ว ในฤดูหนาวหมีแพนด้าจะอาศัยอยู่ที่ที่มีอุณหภูมิที่หนาวจัด ทางสวนสัตว์เชียงใหม่จึงสร้างเมืองหิมะจำลองสภาพอากาศความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของหมีแพนด้าในประเทศจีน  ที่มีหิมะเทียมซึ่งเหมือนของจริง ตกจริง ที่พร้อมให้เจ้าหมีแพนด้าเข้ามาอาศัยอยู่จริงตามบรรยากาศของมันในช่วงฤดูหนาว นอกจากช่วงเวลานั้นเราจะให้ทุกท่านสัมผัสกับความหนาวเย็นที่ไม่ได้มีในเมืองไทย เพื่อเป็นการเก็บความประทับใจและความทรงจำที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต
     สัมผัสกับพายุหิมะที่เดียวของเมืองไทยที่สัมผัสได้ด้วยมือเปล่า ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง -7 °C  คุณจะได้รับรู้ถึงความหนาวเย็นของขั้วโลกเหนือที่มีความเป็นธรรมชาติในตัวของมันเอง
เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
     ดื่มนมเย็น ๆ ที่บรรยากาศของอุณหภูมิต่ำ ว่าความรู้สึกที่แตกต่างกันเป็นอย่างไร รสชาติจะออกมาในรูปแบบไหนต้องไปลองชิมกัน  อาจติดใจจนลืมบอกต่อไม่ได้
ความสนุกสนานที่ไม่มีหยุด
     ร่วมเล่น Snow Ski Tube  สั่งเข้าจากต่างประเทศที่หาเล่นได้ยาก ร่วมนั่งและสไลด์มาด้วยกันกับแก๊งค์เพื่อนๆที่จะต้องเก็บความประทับใจในครั้งนี้ไปตลอดความทรงจำหรือจะมุด
เข้าบ้านเอสกิโม ว่าด้านในนั้นเค้าอาศัยกันอยู่ ได้อย่างไร  รวมถึงเครื่องเล่น สะพานลื่นแบบลอยตัวในที่ที่มีหิมะตก ว่าจะมันส์แค่ไหน  สนุกขนาดนี้ไม่ลองไม่ได้แล้ว
มีการเล่นสโนว์ Tube โดยมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ คือ สโนว์บอร์ดและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายโดยมีเจ้าหน้าที่แนะนำวิธีการเล่นอย่างปลอดภัยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับความหนาวเย็นในอุณหภูมิติดลบ 7 องศาเซลเซียส รวมถึงได้สัมผัสกับละอองหิมะเหมือนกับได้อยู่ท่ามกลางหิมะตกจริง ๆนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับหิมะในสโนว์โดมเพื่อเป็นที่ระลึกซึ่งเราได้จัดเตรียมตุ๊กตาหิมะ และตุ๊กตาน้ำแข็งอีกหลายชนิดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมสัมผัสอิกกรู  Igloo  (บ้านของชาวเอสกิโม) ซึ่งทำจากหิมะอัดเป็นก้อนแล้วก่อขึ้นรูป สามารถเข้าไปอาศัยเพื่อกันพายุหิมะและความเย็นได้นักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มรสนมสดเย็น ๆ ในบรรยากาศติดลบว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร
 
  19. ทริปสงกรานต์ 52 part 1 - 2
  
สงกรานต์เชียงใหม่ หรือ คนเหนือมักจะเรียกว่า “ปี๋ใหม่เมือง” เป็นประเพณีสำคัญคนล้านนา เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ จะถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ มักจะตรงกับวันที่ 13 หรือ 14 เมษายน

โดยวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า "วันสังขารล่อง" โดยมีตำนานกล่าวมาว่า เช้ามืดของวันนี้ปู่สังขาน ย่าสังขาน จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดง สยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังขานนี้ จะนำเอาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงมีการจุดประทัดในตอนเช้าๆ เพื่อให้เกิดเสียงดังต่างๆ นัยว่าเป็นการไล่สังขาน  วันนี้จะมีการทำความสะอาดบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการสระผม
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า "วันเนา" หรือ "วันเน่า" เป็นวันที่ห้ามใครด่าทอว่าร้ายเพราะเชื่อว่าจะทำให้โชคร้ายไปตลอดทั้งปี ในตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด โดยถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนในส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัด จะนำมากองรวมกันเป็นเจดีย์
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า "วันเถลิงศก" แต่คนเหนือมักจะเรียกว่า "วันพญาวัน" มากกว่า วันนี้ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าทำบุญตักบาตรเข้า วัดฟังธรรม ก่อนจะไปรดน้ำดำหัวขอขมาญาติผู้ใหญ่ในช่วงบ่าย
สันที่ 16 เมษายน เรียกว่าวัน "วันปากปี" มักจะพากันไปรดน้ำเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆเพื่อขอขมาคารวะ
การรดน้ำดำหัว คำว่า “ดำหัว”ปกติแปลว่า “สระผม” แต่ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา จะหมายถึง การไปแสดงความเคารพ ขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย
 
  20. วัดสวนดอก
                     
ความเป็นมาของวัดสวนดอกที่ปรากฏใน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และ พงศาวดารโยนก มีโดยย่อดังนี้ คือ พระญากือนา (ราชโอรสของพระยาผายู) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งล้านนาองค์ที่ ๖ ในราชวงศ์มังราย ทรงเดชานุภาพทั้งในด้านยุทธศาสตร์ ศิลปศาสตร์ทั้งมวล อีกทั้งทรงมีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ทรงครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๘ - ๑๙๒๘

พระองค์ทรงทราบว่ามีพระเถระรูปหนึ่งนามว่า พระสุมนเถร ได้เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย เมื่อพระยาทรงเกิดความสนพระทัยและเลื่อมใสเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้หมื่นเงินกองไปอาราธนาพระสุในเถระมาเผยแผ่ศาสนา ณ นครพิงค์เชียงใหม่

พร้อมกับทรงพระราชทานอุทยานดอกไม้ส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนครเชียงใหม่ให้สร้างเป็นวัดขึ้นมาเมื่อราวปี พ.ศ. ๑๘๑๔ (ตามชินกาลมาลีปกรณ์ ของพระรัตนปัญญา) และทรงพระราชทานนามว่า “วัดบุปผาราม” ซึ่งแปลได้ว่าวัดสวนดอกไม้ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดสวนดอก” และในครั้งนั้นพระญากือนาได้สถาปนาพระสมุนเถระให้เป็นพระสังฆราช มีพระนามในตำแหน่งว่า “พระสุมนสุวัณณรัตนมหาสวามี” 
เมื่อถึง พ.ศ. ๑๙๑๖ พระสุมนสวามีเจ้า ได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุที่นำติดตัวมาด้วยแต่พระญากือนา ซึ่งพระองค์ทรงทำพิธีสักการบูชาและสรงน้ำพระธาตุ พงศาวดารโยนก กล่าวว่า ขณะที่พระองค์กระทำการสักการะพระธาตุอยู่นั้นเองได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น
คือพระธาตุแสดงปาฏิหาริย์แบ่งออกเป็น ๒ องค์ และเปล่งฉัพพรรณรังสีให้เห็น พระญากือนาและพระสุมนสวามีจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ขึ้นบรรจุพระบรมธาตุองค์หนึ่ง ณ วัดสวนดอก สำหรับพระบรมธาตุอีกองค์ได้รับการประดิษฐานไว้ ณ พระบรมธาตุดอยสุเทพ ในปี พ.ศ. ๑๘๒๗ 

อนึ่ง ข้อความที่ปรากฏใน ชินกาลมาลีปกรณ์ เกี่ยวกับการสร้างวัดสวนดอกมีดังนี้ คือ “ฝ่ายพระเจ้ากือนาโปรดให้สร้างพระราชอุทยานของพระองค์เป็นวัดบุปผารามมหาวิหารเมื่อจุลศักราช ๗๓๓ (พ.ศ. ๑๘๑๔) แล้วนิมนต์พระสุมนเถระมาจากวัดพระยืน หริภุญชัย มอบถวายวัดบุปผารามแก่พระเถระนั้นแล้ว โปรดให้พระเถระจำพรรษาอยู่ที่นั้น

ต่อจากนั้น พระสุมนเถระซึ่งมีพระเจ้ากือนาทรงอุปถัมภ์ ได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ท่านอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัยนั้นไว้ในวัดบุปผาราม เมื่อวันพุธ เดือน ๙ จุลศักราช ๗๓๕ (พ.ศ. ๑๘๑๖) และพระบรมสารีริกธาตุนั้นได้เป็นที่กราบไหว้บูชาของประชาชน พระมหากษัตริย์และคณะพระภิกษุทั้งหลายตราบเท่าทุกวันนี้
 
  21. ตลาดแม่มาลัย

              ตั้งอยู่ปากทางแยกไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงเป็นตลาดที่มีทำเลสำคัญตอ่การค้าขายเป็นอย่างมาก เพราะสินค้าต่างๆมักจะมีไว้รองรับผู้คนชาวแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นชนเผ่าต่างๆโดยส่วนมาก  เราจะได้เห็นสินค้าพื้นเมืองแปลกๆหลายอย่างเช่นอาหารพื้นเมือง เนื้อสัตว์ป่า กบ เขียด รถด่วน บุหรีขี้โย หมากพลูโบราณ เป็นต้น  ผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยนอกจากเป็นคนมืองเหนือแล้วยังมีชนเผ่าต่างๆที่แต่งกายตามวัฒนธรรมของตนเองให้พอสังเกตุได้ เช่นเผ่าม้ง อีก้อ ฉาน ลีซอ มูเซอ
 
  22. วัดเจดีย์หลวง

                สร้างในสมัย"พญาแสนเมืองมา" เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๓๑ - ๑๙๕๔ เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่"พญากือนา" พระราชบิดา แต่ยังสร้างไม้เสร็จ
ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน ต่อมาพระมเหสีได้ควบคุมการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในสมัย "พญาสามฝั่งแกน"
เรียกว่า"กู่หลวง" แรกสร้างเป็นเจดีย์เล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมฐานกว้างด้านละ ๑๔ เมตร สูง๒๔ เมตร
ต่อมาสมัย"พระเจ้าติโลกราช" รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๘๕ - ๒๐๓๐ โปรดให้
"หมื่นด้ามพร้าคต" เป็นนายช่างใหญ่สร้างเสริมเจดีย์ใหม่ เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๒๐ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๕ โดยขยายฐานให้กว้างออกถึง ๕๖ เมตร สูง ๙๕ เมตร สามารถมองเห็นได้แต่ไกล
แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่มุขด้านตะวันออกของเจดีย์เป็นเวลานานถึง ๘๐ ปี ตั้งแต่พ.ศ. ๒๐๑๐ - ๒๐๙๑ ต่อมารสมัย"พระมหาเทวีจิระประภา" รัชกาลที่ ๑๕ แห่งราชวงศ์มังราย พ.ศ. ๒๐๘๘ - ๒๐๘๙
ในปีพ.ศ. ๒๐๘๘ ต่อมามีฝนตกหนัก และเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เป็นสาเหหตุให้ส่วนยอดของเจดีย์หักพังเหลือเพียงครึ่งองค์ เกิดรอยร้าวที่องค์พระเจดีย์สุดที่จะแก้ไขได้ จึงถูกทิ้งร้างมานานถึง ๔๔๕ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมศิลปกรได้ทำการบูรณะจนเป็นดังที่เห็นเช่นปัจจุบันนี้
 
  23. แพนด้าน้อย baby panda
                               
                เวลา 10.39 น. (27พ.ค.) แพนด้าหลินฮุ่ย ได้เบ่งลูกออกมา พร้อมคาบลูกไว้ในอ้อมกอด ซึ่งพฤติกรรมของหลินฮุ่ยแสดงให้เห็นว่าเลี้ยงลูกเป็น และมีสัญญาณการเป็นแม่ที่ดีถึงแม้ว่าจะเป็นท้องแรกก็ตาม จากนั้นเวลา 19.00 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่นำลูกแพนด้าน้อยออกมาชั่งน้ำหนัก พร้อมกับวัดขนาดลำตัว โดยน้ำหนักตัว 230 กรัม ซึ่งหนักกว่ามาตรฐานปกติของลูกแพนด้า ที่มีน้ำหนักแรกเกิด 200 กรัม มีขนาดความยาวลำตัว 17.5 เซนติเมตร รอบหัว 10 เซนติเตร และรอบอก 17.5 เซนติเมตร เป็นเพศเมีย
 
  24. พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

                 ณ ยอดสูงดอย "บวกห้า" ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางตะวันตกประมาณ 22 กิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระราชนิเวศน์ขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2504 เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และได้กลายเป็นที่ประทับในคราวที่เสด็จแปรพระราชฐาน เพื่อทรงเยี่ยมเยียนเหล่าพสกนิกรทางภาคเหนือเป็นประจำเสมอมา
 พระสาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร (คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ในกาลต่อมา) ได้ถวายชื่อเพื่อมีพระราชวินิจฉัย 2 ชื่อ คือ "พิงคัมพร" และ
"ภูพิงคราชนิเวศน์" เมื่อมีพระราชวินิจฉัยแล้วจึงพระราชทานนามว่า
"พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์"
 พระตำหนักทรงไทย งามสง่า อยู่ท่ามกลางแมกไม้อันร่มรื่น ประดับประดาด้วยสวนหย่อม ลำธาร สระน้อยๆและโขดหิน แต่งแต้มด้วยไม้ดอกต่างชนิด ต่างสี หลากกลิ่น แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระราชนิเวศน์แห่งนี้ ก็คือ กุหลาบหลากหลายพันธุ์ที่เบ่งบานอวดสีสันให้ดอกโตชนิดที่ไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน
 ผู้ใดที่ได้มีโอกาสไปชมภูพิงคราชนิเวศน์ในฤดูหนาว จะต้องตื่นตาตื่นใจกับกุหลาบหลากสี หลายร้อยพันธุ์ ที่ส่งกลิ่นหอมตลบและประชันขันแข่งความงามกันอยู่ทั่วบริเวณพระราชนิเวศน์แห่งนี้ ส่งผลให้ภูพิงคราชนิเวศน์สดสวยราวอุทยานสวรรค์
 
  25. ไร่สตรอเบอรีสะเมิง

                  ไร่สตรอเบอรี่ที่ อำเภอสะเมิง เป็นแหล่ง ปลูกสตรอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นสตรอเบอรี่พันธุ์ดีและมีคุณภาพดีที่สุด ปลูกมากที่สุด ที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
ผลสตรอเบอรี่ สามารถนำไปแปรรูปเป็น ไวน์สตรอเบอรี่ แยมสตรอเบอรี่ ซึ่งหากท่านไปอำเภอสะเมิงจะมีไร่สตรอเบอรี่ อยู่มากมาย สามารถเก็บได้สตรอเบอรี่สดจากต้นได้ในช่วงประมาณระหว่างเดือนพฤศจิกายน - เมษายน ของทุกปี
 
  26. ถ้ำแม่สาป
                    ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่สาบ หากเดินทางจากตัวอำเภอสะเมิง จะใช้เส้นทางบ่อแก้ว-สะเมิง ทางหลวงหมายเลข 1349 ไปทางทิศเหนือห่างออกจากตัวอำเภอสะเมิงไปประมาณ 5 กม. ก็จะเจอป้ายทางเข้าซ้ายมือ ชัดเจน
ปัจจุบัน ถ้ำหลวงแม่สาบ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติขุนขานความงดงาม ภายในถ้ำหลวงแม่สาบ ยังถือว่ามีความสมบรูณ์อยู่มาก ภายในถ้ำยังคงมีหินงอก หินย้อย อยู่มากมาย อากาศภายในถ้ำค่อนข้างเย็น และโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด
 
  27. หมู่บ้านมุสลิมเชียงใหม่ Muslim Village Chiangmai
                    
                    เชียงใหม่เป็นเมืองเก่า มีเรื่องราว ตำนานต่างๆ ที่เล่าสืบลูกสืบหลาน เป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า และน่าสนใจยิ่ง เรื่องราววิถีชีวิตของชาวมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งที่น่าศึกษา น่าติดตาม ถึงเส้นทางการอพยพเข้ามาอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย
                    การอพยพของชาวจีนมุสลิมเชื้อสายยูนนาน ในจังหวัดเชียงใหม่มีมุสลิมที่มีเชื้อสายจีน ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากมณฑลยูนนาน (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน) นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และปัจจุบันได้อาศัย กระจายตามที่ต่างๆ ของอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
                    ชาวมุสลิมที่มีเชื้อสายชาวยูนนานนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายบริเวณมณฑลยูนนาน เข้าสู่ประเทศพม่า ลาว และเข้าสู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย คนกลุ่มนี้จะถูกคนพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกว่าเป็นพวก “จีนฮ่อ” ซึ่งมีเอกลักษณ์ทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มอื่นๆ ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย (ที่มาของคำว่า “ฮ่อ” นั้นยังคงเป็นปริศนาและมีความซับซ้อนว่ามีที่มาจากที่ใด เพราะเหตุไรชาวยูนนานจึงถูกเรียกว่า “ฮ่อ” ทั้งที่ชาวยูนนานเองก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่า “ฮ่อ” ปัจจุบันยังมีนักวิชาการที่สนใจวิชาศึกษาและพยายามค้นหาต้นตอ และถกเถียงถึงที่มาของคำๆ นี้) (เจียแยนจอง, 2537)
                    ถึงแม้นว่าผู้อพยพชาวจีนยูนนานที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคเหนือของไทย จะถูกคนพื้นเมืองเรียกรวมๆ กันว่าเป็นพวก “จีนฮ่อ” แต่ชาวจีนฮ่อก็มีลักษณะที่หลากหลายแบ่งเป็นได้หลายกลุ่ม อพยพมาจากหลายส่วนของมณฑลยูนนาน ดังนั้นจึงมีพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป จากประวัติการอพยพถิ่นฐานแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ ดังนี้
                    กลุ่มแรก กลุ่มพ่อค้าชาวยูนนาน
เป็นกลุ่มคนที่เดินทางค้าขายในช่วงหน้าหนาวและหน้าแล้งโดยใช้ม้า-ล่อเป็นพาหนะ จากหลักฐานของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือของไทยในสมัยนั้น ได้กล่าวถึงกองคาราวานของพวกพ่อค้าชาวยูนนานที่เดินทางค้าขายไปมาระหว่างเทือกเขาต่างๆ จาก ยูนนานและจังหวัดในภาคเหนือของไทย (Hellet, 1890 และ Bock, 1884 อ้างใน Suthep Soonthornpasuch, 1977)มีบุคคลท่านหนึ่งในกลุ่มนี้ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากกษัตริย์ไทย ทรงแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง (ท่านขุนชวงเลียง ลือเกียรติ) เนื่องจากได้สร้างความเจริญและมีส่วนให้ความช่วยเหลือต่อคนส่วนรวม ท่านจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำของชาวมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่และในภาคเหนือในสมัยนั้น
                   กลุ่มที่สอง กลุ่มชาวยูนนานอพยพ
กลุ่มนี้เป็นผู้อพยพชาวยูนนานที่หลบหนีออกจากประเทศจีนเนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองในช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศจีนปกครองโดยราชวงศ์เซ็ง ซึ่งดำเนินนโยบายบีบคั้นและทำการกดขี่ชาวจีนแมนดารินเป็นอย่างมาก จนในปี ค.ศ. 1856 มุสลิมชาวยูนนานทั้งหลายจึงได้รวมตัวกันต่อต้านพื้นที่แถบตะวันตกของมณฑลยูนนานและตั้งเมืองตาลีฟูเป็นเมืองหลวงของยูนนาน แต่ต่อมาภายหลังผู้นำมุสลิมคือสุลต่านชาวยูนนานชื่อ สุลัยมาน ถูกสังหารจึงทำให้ชาวมุสลิมถูกไล่ล่าสังหารอย่างโหดร้าย คนจำนวนนับพันถูกเข่นฆ่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มุสลิมชาวยูนนานเป็นจำนวนมากหลบหนีเข้าสู่ประเทศพม่า เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มน้ำสาละวิน
                  กลุ่มที่สาม กลุ่มทหารกู้ชาติจีน
หลังจากการปฏิวัติประเทศจีนได้ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1949 ภายใต้การนำของท่านเหมาเจ๋อตุง ซึ่งถือว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนประสบชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) หรือพวกจีนคณะชาติ ทำให้ทหารกองพล 93 ของจีนคณะชาติต้องถอยร่นลงมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และต่อมาส่วนหนึ่งได้เดินทางไปอยู่ที่ประเทศไต้หวัน อีกส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ทางภาคเหนือของไทย ซึ่งรัฐบาลได้จัดสถานที่เป็นศูนย์ผู้อพยพอยู่ประมาณ 50 กว่าศูนย์ทั่วภาคเหนือ
 
  28. ฟาร์มเลี้ยงผึ้ง
                
            เมื่อผึ้งงานเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ลงสู่กระเพาะน้ำหวาน จะมีเอนไซม์จากต่อมน้ำลายขับออกมาเปลี่ยน หรือเมตาบอไลซ์น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโทสให้เป็นน้ำตาลแปรรูป (Invert Sugar) คือ น้ำตาลลีวูโลส เดกซ์โทรส และมอลโทส นอกจากนั้นยังมีน้ำตาลอื่น ๆ อีก แต่มีจำนวนน้อยมาก ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผึ้งเริ่มบินกลับรัง ในขณะที่ผึ้งกระพือปีกจะเกิดพลังงานความร้อนช่วยเร่งการทำงานของเอนไซม์ ตลอดจนช่วยเผาผลาญลดความชื้นในน้ำหวานให้กลายเป็นน้ำผึ้งเร็วขึ้น เมื่อผึ้งงานกลับถึงรัง จะคายน้ำหวานแปรรูปนี้ให้กับผึ้งงานประจำรัง ซึ่งจะรับกันด้วยปากต่อปาก น้ำหวานแปรรูปนี้ยังไม่เป็นน้ำผึ้งที่สมบูรณ์ เพราะยังมีความชื้นหรือน้ำในน้ำหวานจำนวนมากถึง 30-40% ต่อมาผึ้งงานประจำรัง จะนำน้ำหวานนี้ไปเก็บในหลอดรวงน้ำผึ้ง ตอนเย็นผึ้งกลับรังกันเป็นส่วนใหญ่ จะช่วยกันกระพือปีก ช่วยให้มีการระเหยของน้ำหวานอีก จนได้น้ำผึ้งที่สมบูรณ์ คือ มีน้ำเหลืออยู่เพียง 20-25% เท่านั้น หลังจากนั้นผึ้งงานจะใช้ไขผึ้งปิดหลอดรวงที่เก็บน้ำผึ้งไว้ใช้เพื่อให้พลังงานในชีวิตประจำวัน และยามขาดแคลนอาหารต่อไป
            เมื่อผึ้งงานสร้างฝาขี้ผึ้งปิดฝาหลอดรวมแล้ว แสดงว่าน้ำผึ้งเข้มข้นได้ที่แล้ว ผู้เลี้ยงจะนำรวงผึ้งมาปาดฝารวงด้วยมีดปาดฝา แล้วจึงนำรวงผึ้งนั้นเข้าเครื่องสลัดหมุน ให้น้ำผึ้งไหลออกจากรวงโดยแรงเหวี่ยง จะได้น้ำผึ้งที่สะอาด แต่อาจมีเศษไขผึ้ง หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ติดมา จึงต้องกรองด้วยผ้ากรอง แล้วเก็บไว้ในถังสูงที่มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันมดและฝุ่นละอองตกลงไปในถัง การบรรจุน้ำผึ้งจากถังลงสู่ขวดจะไขก๊อกให้น้ำผึ้งจากก้นถังลงสู่ขวดบรรจุ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีฟองอากาศติดปนเข้ามา
 
  29. โครงการหลวงอ่างขาง

                            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่หมู่บ้านผักไผ่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และได้้ เสด็จผ่านบริเวณบริเวณดอยอ่างขางทรงทอดพระเนตรเห็นว่าชาวเขาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณนทำการปลูกฝิ่น แต่ยัง ยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่ง สำคัญต่อระบบนิเวศน์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความ เสียหายต่อส่วนอื่น ๆ ของประเทศได้ จึงทรงมีพระราชดำริว่าพื้นที่นี้มีภูมิอากาศที่หนาวเย็นมีการปลูกฝิ่นมากไม่มี ป่าไม้อยู่ เลยและ สภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนักประกอบกับ พระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับที่ได้จาก การปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทดลอง วิธี ติดตาต่ิอกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1500 บาท เพื่อซื้อ ที่ดินและไร่ในบริเวณ ดอยอ่างขาง ส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ. ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็น สถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิด ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่าง แก่เกษตรกรชาวเขาในการ นำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูก ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้พระราชทานนาม ว่า สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง
                                  อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,400 เมตร คำว่า “อ่างขาง” ในภาษาเหนือหมายถึง อ่างรูปสี่เหลี่ยมตามลักษณะของ ดอยอ่างขางซึ่งเป็นดอยที่มีรูปร่างของหุบเขา ยาวล้อม รอบประมาณ 5 กิโลเมตร กว้าง 3 กิโลเมตร ตรงกลางของอ่างขางเดิม เป็นเป็นภูเขาสูง เช่นเดียวกับบริเวณโดยรอบ แต่เนื่องจากเป็นภูเขาหินปูน เมื่อถูกน้ำฝนชะก็จะค่อยๆ ละลายเป็น โพรงแล้วยุบตัวลงกลายเป็นแอ่ง มีพื้นที่ราบ ความกว้างไม่เกิน 200 เมตร สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มีพื้นที่ใช้ ทำ การเกษตรในงานวิจัยประมาณ 1,800 ไร่ มีหมู่บ้านชาวเขาที่ทางสถานีฯให้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพรวม 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุ้ม บ้านนอแล บ้านปางม้า บ้านป่าคา และบ้านขอบด้ง ซึ่งประกอบไปด้วย ประชากร 4 เผ่าได้แก่ ไทยใหญ่ มูเซอดำ ปะหล่อง และจีนฮ่อ อุณหภูมิเฉลี่ย ตลอดปีประมาณ 17.7 องศาเซล เซียส อุณหภูมิสูงสุด 32 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุด–3 องศาเซเซียสในเดือนมกราคม ซึ่งหากมาเที่ยวในช่วงดังกล่าวอาจพบกับ แม่คะนิ้งหรือน้ำค้างแข็งได้
 
  30. หมีแพนด้า

                       โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 โดยเริ่มมาจาก ในปี พ.ศ. 2544 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้เดินทางไปราชการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เจรจาขอหมีแพนด้าจากประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธ์ ไมตรีระหว่างประเทศ

ต่อมาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยินดีมอบหมีแพนด้า 1 คู่ให้ประเทศไทย และวันที่ 22 ตุลาคม 2544 รัฐบาลไทย โดยคณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบ และมอบหมายให้ องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประสานงานเพื่อเตรียมความพร้อมต่าง ๆ ซึ่งต่อมามีการประชุมและดำเนินการ ภายใต้โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทย โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2545 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นจำนวน 39,818,313 บาท เป็นค่าก่อสร้างส่วนวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้า และมอบหมายให้กองพลทหารช่าง ค่ายภาณุรังสี จังหวัดราชบุรี เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในระยะเวลา 210 วัน

วันที่ 4 มีนาคม 2546 มีพิธีลงนามในสัญญาการสนับสนุนหลักระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และองค์การสวนสัตว์ ในการสนับสนุนการขนส่งหมีแพนด้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย สนับสนุนที่นั่ง สำหรับผู้ที่จะร่วมเดินทางไปรับหมีแพนด้าจำนวน 50 ที่นั่ง สนับสนุนบัตรโดยสารเครื่องบิน สำหรับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในวงเงินปีละ 1 ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำกล่องสำหรับขนส่งหมีแพนด้า และสนับสนุนการขนส่งไผ่จากจีน มายังประเทศไทยเมื่อมีความจำเป็น
วันที่ 10 สิงหาคม - 10 กันยายน 2546 องค์การสวนสัตว์ได้จัดส่ง นายสัตวแพทย์ 1 คน และพนักงานเลี้ยง 1 คน ซึ่งจะทำหน้าที่เลี้ยงหมีแพนด้า ไปศึกษาดูงานและฝึกอบรมการเลี้ยงดูหมีแพนด้า ณ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองวู่หลง มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน
วันที่ 1-5 กันยายน 2546 ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) ข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารระดับสูง ขององค์การสวนสัตว์ เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อเจรจาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งร่วมพิธีลงนามในข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า ณ กรุงปักกิ่ง จากนั้นก็เดินทางไปเลือกหมีแพนด้า 1 คู่ ที่จะนำมาจัดแสดงในประเทศไทย ณ ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองวู่หลง เฉินตู มณฑลเสฉวน
วันที่ 12 ตุลาคม 2546 ทูตสันถวไมตรีหมีแพนด้า "ช่วง ช่วง-หลินฮุ่ย" เดินทางมาถึงจังหวัดเชียงใหม่ เที่ยวบินพิเศษ "เรารักแพนด้า" มีพิธีขบวนแห่ยิ่งใหญ่จากท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ เวลา 17.25 น. ท่ามกลางความชื่นชมยินดีจากชาวเชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนือ
 
  31. Flight of the Gibbon

                           เติมฝันวัยเด็กให้เป็นจริง อยากกลายเป็นทาร์ซานห้อยโหนตะลุยลึกเข้าไปสัมผัสกับป่าฝนอายุ 1500 ปีของไทยอย่างสนุกสุดมันส์และทะยานเหนือผืนป่าดึกดำบรรพ์ที่ใกล้สูญพันธุ์  อายุ 5 ขวบถึง 80 ปีก็ทำได้
 
  32. น้ำตกหมอกฟ้า

                           ตั้งอยู่บนถนนสายแม่มาลัย - ปาย กิโลเมตรที่ 20 แยกซ้ายเข้าไปเป็นทางลูกรังอีกประมาณ 2 กิโลเมตรจึงจะถึงน้ำตก เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีน้ำไหลตลอดทั้งปีและมีบรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ
 
  33. ตลาดพยอม

                       ตลาดต้นพยอมหรือตลาดสุเทพชื่อในปัจจุบันเพราะตั้งอยู่บนถนนสุเทพอำเภอเมืองเชียงใหม่ ส่วนชื่อเดิมคือชื่อตลาดต้นพยอม เพราะเมื่อก่อนเคยมีด้นดอกพยอมต้นใหญ่อยู่หน้าตลาดริมถนนใหญ่ ถูกตัดโค่นล้มลงไปหลายปีแล้ว แต่ชาวเชียงใหม่ยังเรียกติดปากว่าตลาดต้นพยอมอยู่
                       ตลาดต้นพยอมเป็นตลาดเล็กๆถ้าเทียบกับตลาดวโรรส แต่มีกลิ่นไอของความเป็นชาวบ้านมากกว่าทั้งตัวพ่อค้าแม่ขาย ผู้ซื้อและของขาย เราจะได้ยินเสียงอู้คำเมืองกันมากกว่าตลาดอื่นๆของเชียงใหม่ ส่วนสินค้าส่วนมากจะเป็นอาหารการกินทั้งของสดและของปรุงเสร็จแล้ว ของสดนอกจากผักพื้นบ้านหลายๆอย่างแล้ว ย้งมีของตามฤดูกาลเช่นเห็ดถอบ หน่อไร่ รถด่วน คัวต่ออ่อน ผำ เตา ผักเสี้ยงดา น้ำปู๋ พวกผลไม้ก็จะเป็น ลำไย ลิ้นจี่ สตรอเบอรรี่ พวกอาหารสำเร็จก็มี แคบหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แกงแค ผักกาดจอ แกงโฮะ ตำมะเขือ ส้าผัก ลาบ แกงอ่อม ฯลฯ
                      หน้าตลาดยังมีน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ส้มตำและโจ๊ก ข้าวต้มร้านดังของเชียงใหม่ ส่วนพุทธศาสนิกชนที่ต้องการตักบาตรในตอนเช้าๆประมาณ 6-7 โมง ก็จะมีพระมาบิณฑบาตรเป็นประจำเพราะตลาดต้นพยอมตั้งอยูไม่ไกลจากวัดดังๆหลายวัดเช่นวัดสวนดอก วัดอุโมงค์ วัดร่ำเปิง วัดป่าแดง
                       สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน ตลาดพยอมก็ตั้งอยูในทำเลที่ง่ายต่อการแวะมาเพราะอยู่บนเส้นทางไปหรือมาจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเชียงใหม่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นดอยสุเทพ สวนสัตว์ ไนท์ซาฟารี หรือพืชสวนโลก
 
  34. บ่อสร้าง
                   
                      ร่มบ่อสร้าง เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดเชียงใหม่มาช้านานหลายชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ เดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะต้องแบ่งเวลาแวะเวียนไปที่อำเภอสันกำแพง เพื่อชมและเลือกซื้อร่มบ่อสร้าง ที่“บ้านบ่อสร้าง”เป็นที่ระลึกติดมือกลับมา ถือเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สาเหตุที่เรียกว่าร่มบ่อสร้างเพราะร่มนี้ผลิตกันที่บ้านบ่อสร้าง สมัยก่อนชาวบ้านจะ ทำร่มกันใต้ถุนบ้าน แล้วนำออกมาวางเรียงรายเต็มกลางลานบ้านเพื่อผึ่งแดดให้แห้ง สีสันและลวดลายบนร่มนั้น สะดุดตาผู้พบเห็น มีทั้งหมด 3 ชนิดด้วยกัน คือ ร่มที่ทำด้วยผ้าแพร ผ้าฝ้าย และกระดาษสา แต่ละชนิดมีวิธีทำ อย่างเดียวกัน  หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะชมขั้นตอนการผลิต ไปชมได้ที่ศูนย์อุตสาหกรรมทำร่ม ชาวบ่อสร้างทั้งตำบลรวมไปถึงอีก 8 หมู่บ้านในตำบลใกล้เคียงของพื้นที่อำเภอสันกำแพง และอำเภอดอยสะเก็ด ใน จังหวัดเชียงใหม่ล้วนแต่เป็นแหล่งผลิตร่มด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่างานทำมือของชาวบ้านได้กลายเป็นโรงงาน อุตสาหกรรมที่ครอบคลุมพื้นที่ หลายร้อยครัวเรือนในหลายๆหมู่บ้าน การผลิตชิ้นส่วนร่มเป็นหน้าที่ของแรงงานที่ เป็นชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านตั้งแต่รุ่น พ่อเฒ่าแม่เฒ่าลงมาจนถึงคนหนุ่มสาวนับพันๆคน ดังนั้นบ่อสร้างจึงเป็นเพียง หมู่บ้านประกอบร่มโดยมีชิ้นส่วนต่างๆของร่มเดินทางมาจากต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนประต่างๆของร่มที่เกิดจากแรงงาน ใต้ถุน บ้านและกระจายกันอยู่ทั่วไปก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่เป็นจุดสุดท้าย การทำร่มบ่อสร้างมีมานับร้อยปี ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมีความถนัดในการทำร่มแตกต่างกันไปตามชิ้นส่วนที่ได้รับ มอบ หมายในการผลิต เช่น หมู่บ้านสันพระเจ้างาม ผลิตหัวร่มและตุ้มร่ม บ้านออนทำโครงร่ม บ้านหนองโค้งหุ้มร่ม และลงสี บ้านแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ดผลิตด้ามร่ม บ้านต้นเปาผลิตกระดาษสาแต่การประกอบชิ้นส่วนของ ร่มทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่บ่สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายลวดลาย และสีสันบนผืนร่มที่ถือว่าเป็น สัญลักษณ์อันเลื่องชื่อของร่มบ่อสร้าง มีกลเม็ดเคล็ดลับในการทำร่มอยู่ที่การใช้แป้งเปียกผสมน้ำมะโก้ติดผ้า หรือกระดาษเข้ากับร่มทำให้ติดทนนานไม่หลุดร่อนก่อนเวลาอันควร และเวลาลงสีน้ำมันที่ต้องผสมกับน้ำมันมะมื้อ หรือน้ำมันตังอิ๊วที่ทำให้ร่มทนแดด ทนฝน และใช้งานได้จริงไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าร้อนเพราะฉะนั้น นอกจาก ร่มบ่อสร้าง จะเป็นของที่ ระลึกสวยงามแล้วยังสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนการทำร่มบ่อสร้าง
1.การทำซี่ร่ม หลังจากได้ไม้ไผ่มาแล้งก็นำเอามาตัดออกเป็นท่อนๆถ้าเป็นไม้ไผ่ที่มีปล้องยาวก็ตัดระหว่างข้อ แต่ถ้าเป็นไม้ปล้องสั้นก็ตัดให้ข้อไม้อยู่ตรงกลางความยาวของท่อนไม้ที่ตัดเท่าับขนาดของร่มที่จะทำ เช่น ทำร่ม ขนาด 20นิ้วก็ตัดไม้ไผ่ยาว 20นิ้วเป็นต้นเมื่อตัดไม้ไผ่เป็นท่อนยาวแล้วก็ใช้มีดขูดผิวไม้ออกให้หมดแล้วทำ เครื่องหมาย สำหรับเจาะรูไว้ เจาะรูแล้วร้อยติดกันเรียง
2.จากนั้นก็นำมาประกอบเป็นโครงร่ม
3.ทากาวและเอากระดาษสีขาวบุลงไป ตามด้วยกระดาษสีวางทิ้งไว้ให้แห้งกลเม็ดเคล็ดลับ อยู่ที่การใช้แป้งเปียก ผสมน้ำมะโก้ติดผ้า หรือกระดาษเข้ากับร่มทำให้ติดทนนานไม่หลุดร่อนก่อนเวลาอันควร
4.จากนั้นก็นำมาวาดลวดลายและสีสันบนผืนร่ม ให้สวยงาม เคล็ดลับของการลงสีให้ติดทนนาน คือเวลาลงสีน้ำมัน ที่ต้องผสม กับน้ำมันมะมื้อหรือน้ำมันตังอิ๊วที่ทำให้ร่มทนแดด ทนฝน และใช้งานได้จริงไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าร้อน เพราะฉะนั้นนอกจากร่มบ่อสร้างจะเป็นของที่ระลึกสวยงามแล้วยังสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี
 
  35. ดอยอินทนนท์

                                อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทองและอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 482.4 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500 ไร่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
สภาพภูมิประเทศทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจาก ระดับน้ำทะเล 2,565เมตร[2] ยอดเขาที่มีระดับสูงรองลงมาคือ ดอยหัวมดหลวง สูงจากระดับน้ำทะเล 2,330 เมตร ป่าอินทนนท์นี้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่หอย แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิงที่ ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกต่างๆ โดยเฉพาะน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศ
ดอยอินทนนท์ เดิมมีชื่อว่า "ดอยหลวงอ่างกา" ต่อมาได้ตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้าอินทวิชยนนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7
ในอุทยานนั้นมีสภาพป่าเป็น ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้ ไม้สัก ไม้ตะเคียน สนเขา เต็ง เหียงมะเกลือ ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้รกฟ้า ไม้มะค่า ไม้เก็ดแดง ไม้จำปีป่าไม้ตะแบก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีดอกไม้ป่าให้พบเห็นอีกด้วย เช่น ฟ้ามุ่ย ช้างแดง รองเท้านารี และกุหลาบป่าสำหรับมอส ข้าวตอกฤๅษีออสมันด้า มีอยู่ทั่วไปในระดับสูง
แต่สัตว์ป่าในเขตอุทยานนั้นมีจำนวนน้อย เนื่องด้วยถูกชาวเขา ล่าไปเป็นอาหาร ปัจจุบันสัตว์ที่หลงเหลือก็มี เลียงผา กวางผา กวางเสือ หมูป่า หมี ชะนี กระต่ายป่า และ ไก่ป่า
 
  36. ดอยสุเทพ

                   วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์เม็งราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัตรสามรอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้ทรงโปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ
ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร เป็นวัดที่ดังมาก
 
  37. ชาวเขาเผ่ามูเซอดำบ้านขอบด้ง

              ตั้งอยู่บริเวณสันขอบอ่างระหว่างพื้นที่ดอยอ่างขางและอำเภอฝาง โดยอยู่ห่างจากสถานีฯออกไปประมาณ 4 กิโลเมตรเป็นหมู่บ้านของชาวมูเซอดำที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่เรียบง่าย ซึ่งภายในหมู่บ้านจะมีศูนย์หัตถกรรมที่ จำหน่ายสินค้าที่ระลึก เช่น กำไลหญ้าอิบูแค ตะกร้าสาน ฯลฯหมู่บ้านคุ้มบ้านคุ้มจะตั้งอยู่บริเวณ ด้านหน้าสถานีฯ ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวไทยใหญ่,ชาวพม่า และชาวจีนฮ่อ โดยส่วนมากชาวบ้านจะประกอบ อาชีพด้านการค้า เช่น การขายของที่ระลึก,ผลไม้ดอง แช่อิ่ม , เปิดบริการด้านอาหารและที่พักเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยว
 
  38. ชาวเขาปะหล่องหมู่บ้านนอแล

     ปะหล่อง อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ มี 4 หมู่บ้านคือ บ้านนอแล บ้านห้วยหมากเหลี่ยม บ้านสวนชา อำเภอฝาง และบ้านปางแดง อำเภอ เชียงดาว

ชาวปะหล่องเรียกตัวเองว่า Ta-ang ส่วนคำว่า ปะหล่อง มาจากภาษาไทใหญ่ ไทใหญ่บางกลุ่มเรียก "คุณลอย" หมายถึง คนดอย ส่วนชาว พม่าเรียก “ปะลวง” ชาวปะหล่องส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐชาน รัฐคะฉิ่นในพม่า และยูนนานในประเทศจีน ชาว ปะหล่องในประเทศไทยอพยพมาจากพม่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.2527 เรียกตัวเองว่า "ดาระอั้ง" (Da-ang, ra-rang, ta-ang) เอกสาร ประวัติศาสตร์หลายฉบับกล่าวว่า ชาวปะหล่องเป็นพลเมืองกลุ่มหนึ่งใต้้การปกครองของนครรัฐแสนหวี

การแต่งกายของหญิงชาวปะหล่องถือเป็นเอกลักษณ์ของเผ่า กล่าวคือ การสวมห่วงหวายลงรักแกะลาย หรือใช้เส้นหวายเล็กๆ ย้อมสีถักเป็น ลาย บางคนก็ใช้โลหะ สีเงินลักษณะ เหมือนแผ่นสังกะสีนำมาตัดเป็นแถบยาวตอกลาย และขดเป็นวงสวมใส่ปนกัน ชาวปะหล่องจะเรียกห่วง ที่สวมเอวนี้ว่า "หน่องว่อง"หญิงชาวปะหล่องจะสวม "หน่องว่อง" ตลอดเวลา ด้วยความเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นลูกหลานนางฟ้า โดยมีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่ามีนางฟ้าชื่อ "หรอยเงิน" ได้ลงมายังโลกมนุษย์ แต่โชคร้ายไปติดเร้ว ของพวก มูเซอ ทำให้กลับสวรรค์ไม่ได้ ต้องอยู่ในโลกมนุษย์และเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์หลายกลุ่มชาวปะหล่องเชื่อกันว่า พวกตนเป็นลูกหลานของนางหรอยเงิน ดังนั้นจึงต้องสวม "หน่องว่อง" ซึ่งเปรียบเสมือนเร้วดักสัตว์ไว้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อระลึกถึงนางฟ้าหรอยเงินตลอดเวลา ชาวปะหล่องเชื่อกันว่า การสวม "หน่องว่อง"จะทำให้เกิดความสุขเมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ หากถอดออกจะทำให้สิ่งไม่เป็นมงคลเข้าครอบงำ หญิงชาวปะหล่องมักจะสวม ติดตัวตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนก็ตาม หญิงชายชาวปะหล่องมักจะแสดงฐานะของตนด้วยการเลี่ยมฟันด้วยโลหะคล้ายทองทั้งปาก และ ประดับด้วยพลอยหลากสี การแต่งงานของชาวปะหล่องหนุ่มสาวชาวปะหล่องไม่นิยมแต่งงานกับคนต่างเผ่าการพบปะกันจะเกิดในงานพิธี ทำบุญต่างๆเมื่อชายหนุ่มถูกใจสาวคนใดก็จะหาโอกาสไปเที่ยวบ้านในตอนกลางคืนโดยจะเป่าปี่ หรือดีดซึงเป็นเพลงบอกกล่าวให้สาวมาเปิด ประตูรับหากสาวไม่่รังเกียจก็จะมาเปิดประตูรับ แล้วพากันไปคุยหน้าเตาไฟ เมื่อตกลงแต่งงานกันได้ก็จะบอกให้พ่อแม่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายไปสู่ขอ พิธีแต่งงานจะมีการเลี้ยงผีเรือนผีปู่ย่าตายาย ในวันมัดมือหลังจากนั้นคู่บ่าวสาวจะพากันไปทำบุญที่วัดหลังแต่งงานแล้ว ผู้หญิงจะต้อง ย้ายไปอยู่กับบ้านฝ่ายชาย

ชาวปะหล่องมีความเชื่อเรื่องวิญญาณควบคู่ไปกับการนับถือพุทธศาสนา โดยเชื่อว่า วิญญาณมีอยู่ 2 ระดับคือ ระดับหนึ่งเรียกว่า "กาบู" เป็นวิญญาณของสิ่งมีชีวิต และ "กานำ" เป็นวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ ภูเขา และเชื่อว่าแต่ละคนจะมีีวิญญาณ 2 ระดับ นี้ให้ความคุ้มครองอยู่ ในหมู่บ้านปะหล่อง จะมี ศาล เจ้าที่ "ดะมูเมิ้ง" เป็น ที่สิงสถิตของวิญญาณที่คุ้มครองหมู่บ้าน บริเวณศาล เจ้าที่จะอยู่เหนือ หมู่บ้าน มีรั้วล้อมรอบ จะมีพิธีทำบุญบูชาเจ้าที่ ปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงก่อน เข้าพรรษาและช่วงก่อนออก พรรษา พิธีบูชาผีเจ้าที่ก่อนเข้าพรรษา เรียกว่า "เฮี้ยงกะน่ำ" เพื่อเป็นการบอกกล่าวแก่ผีเจ้าที่ว่าในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้าน จะไม่มี การ ล่วงประเวณีกัน หรือมีการแต่งงานกัน จากนั้นจึงทำพิธีปิดประตูศาลผีหรือ"กะปิ๊สะเมิง" เมื่อใกล้จะออกพรรษาก็จะทำพิธีเปิดประตููศาลผีเจ้าที่หรือ "วะสะเมิง" เพื่อเป็นบอกกล่าวว่าช่วงฤดูแห่งการ แต่งงานใกล้จะ มาถึงแล้ว ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะมาร่วมในพิธี โดยการนำไก่ต้มสับมาเป็นชิ้นๆ เอาไปรวมกันที่ศาลผีเจ้าที่ จากนั้นจะมีผู้ประกอบพิธีกรรมเรียกว่า "ด่าย่าน" เป็นผู้ทำการบอกกล่าว แก่ผีเจ้าที่ต่อไป

อาชีพของชาวปะหล่องคือ เกษตรกรรม แบบทำไร่เลื่อนลอย พืชที่ปลูกได้แก่ ข้าว ถั่ว ข้าวโพด ยาสูบ พริก อ้อย มัน สัตว์เลี้ยงได้แก่ แพะ แกะ เป็ด ไก่ ม้า เป็นต้น ส่วนอาหาร ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น ม้า เสือ หมีและปลา
 
  39. ล่องแพไม้ไผ่

      ในอดีตการติดค่อค้าขายระหว่างเชียงใหม่กับกรุงเทพใชัการล่องแพตามลำนัำแม่ปิงเป็นสำคัญ โดยขาขึันใช้เวลาประมาณ 45 วัน ขาล่องประมาณ 1 เดือน ผู้คนสมัยนั้นต้องมีความทรหดอดทนมากเพราะระหว่างเสันทางน้ำนั้นเต็มไปด้วยตวามยากลำบากและอันตรายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเชียวกรากของกระแสน้ำ วังน้ำวน เกาะแก่งและโขดหินที่แหลมคมมากมายที่พร้อมจะทำให้แพแตก หรือสัตว์ดุร้ายเช่นเสือ หมี และ ช้างป่าที่มีอยู่มากมายก็จะเข้าทำอันตรายต่อผู้ล่องแพให้เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามการเดินทางด้วยการล่องแพก็ดำเนินมาหลายปีจนหมดความนิยมลงไปในประมาณปี พ.ศ. 2480 เมื่อมีรถไฟเริ่มเดินทางเข้าเชียงใหม่
 
  40. ถนนคนเดินเชียงใหม่

ความจริงถนนคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดขึ้นหลายแห่งทั้งในตัวอำเภอเมืองและรอบนอก และก็ติดตลาดทั้งหมดเสียด้วย นับวันได้แทบจะครบกันทั้งสัปดาห์มีให้เลือกเที่ยวชมทั่วจังวัดเชียงใหม่ แตที่นี่คือถนนคนเดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ทีจัดทุกวันอาทิตย์ โดยปิดถนนในใจกลางเมืองเชียงใหม่กันเลยทีเดียว
ความเป็นมาของ ถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่      
         ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมือง ในหลายประเทศก็ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือน
ถนนคนเดินในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ที่ถนนสีลม เป็นต้นแบบของ“โครงการถนนคนเดินในประเทศไทย” เป็นเวลา 7 สัปดาห์ จากการตอบรับถนนคนเดินที่สีลม ทำให้รัฐบาลเห็นว่ารูปแบบกิจกรรม “ถนนคนเดิน” นอกเหนือจากจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ในภูมิภาค ดังเช่น จังหวัดเชียงใหม่ ยังสามารถปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมใน “ถนนคนเดิน” ให้สอดรับกับความต้องการท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำหรับคนในเมืองใหญ่นั้นๆ
        จังหวัดเชียงใหม่ ในนาม “เชียงใหม่ นพบุรีศรีนครพิงค์” นครแห่งความรุ่งเรืองด้านศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์ ซึ่งเป็นความรุ่งเรืองที่ก้าวไปพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โดยเชียงใหม่ได้กำหนดกรอบวิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัด ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานก็คือ การกำหนดให้มีการใช้ที่ดินในจังหวัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมๆกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปี่ยมศักยภาพและกิจกรรม “ถนนคนเดิน” ก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่จะมีการนำมาดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดให้พื้นที่ดำเนินการคือ “ถนนท่าแพ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นถนนสายเศรษฐกิจเส้นแรกของจังหวัด มีประวัติความเป็นมายาวนาน นับเป็นการปลุกวัฒนธรรมของพื้นที่ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นการ “คืนชีวิตให้ชุมชน คืนถนนให้คนเดิน” โดยปิดถนนตั้งแต่แยกอุปคุตถึงประตูท่าแพ ความยาวประมาณ 950 เมตร โดยนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของล้านนามาเป็นหัวใจในการนำเสนอ ขณะเดียวกันก็สอดแทรกการรณรงค์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในกิจกรรมพื้นฐานของ “ถนนคนเดิน”
โครงการนี้ นอกจากจะดำเนินเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังจะเป็นการก่อประโยชน์ให้ชุมชน ทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เพราะการปิดถนน จะทำให้สามารถนำพื้นที่มาสร้างเป็นลานกิจกรรมทางสังคม กลายเป็นที่สาธารณะกลางเมืองให้ชุมชน และนอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ให้มีรายได้จากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองได้ในครัวเรือนมาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งให้โอกาสถนนและพื้นที่ได้ฟื้นตัวจากมลพิษ ปรับปรุงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง และสุขภาพจิตของประชาชน

         ระยะแรก กิจกรรมถูกกำหนดให้จัดทุกๆวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่3 กุมภาพันธ์ – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545 รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง โดยใช้ชื่อว่า “10มหัศจรรย์ล้านนาที่ท่าแพ” ดำเนินการโดยบริษัทเจ เอส แอล หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมถนนคนเดินต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่14 เมษายน 2545 เวลา 13.00 – 22.00 น. ต่อมา เทศบาลฯ จะทำการย้ายสายสาธารณูปโภคบนถนนท่าแพลงใต้ดิน จึงได้ย้ายการจัดกิจกรรมถนนคนเดินจากถนนท่าแพ ไปจัดที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร และจัดกิจกรรมการแสดง บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และได้เปลี่ยนเวลาเป็น 15.00 – 22.00 น. เพื่อความเหมาะสม
        ถนนคนเดิน จึงจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ดีมากของจังหวัดเชียงใหม่ที่ทุกฝ่ายสมควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ เพื่ออำนวยประโยชน์มหาศาลแก่ทั้งคนท้องถิ่น ที่สามารถใช้เป็นแหล่งจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นเมือง และนักท่องเที่ยว ก็มีโอกาสซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่น เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอีกประการหนึ่งของการท่องเที่ยวที่จะนำเชียงใหม่ให้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ และมีเสน่ห์ในการมาเยี่ยมเยือนอยู่ตลอดไป
 
  41. นวดแผนโบราณ

                          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการนวดไทยที่เก่าแก่ที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบในป่ามะม่วง ซึ่งตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งได้จารึกรูปการรักษาโรคด้วยการนวดไว้[1]
ต่อมาในสมัยอยุธยามีหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการนวดแผนไทยในปี พ.ศ. 1998 ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งหน้าที่ของแพทย์ตามความชำนาญเฉพาะทาง โดยแยกเป็นกรมต่างๆ เช่น กรมแพทยา กรมหมอยา กรมหมอกุมาร กรมหมอนวด กรมหมอตา กรมหมอวัณโรค โรงพระโอสถ นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดศักดินาและดำรงยศตำแหน่งเป็น หลวง ขุนหมื่น พัน และครอบครองที่นาตามยศและศักดินาที่ดำรง ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมาย "นาพลเรือน" ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นยุคที่การนวดไทยรุ่งเรืองมาก โดยปรากฏในจดหมายเหตุของราชทูตจากประเทศฝรั่งเศสชื่อ ลา ลู แบร์ ในปีพ.ศ. 2230 ว่า[1][3]
     ในกรุงสยามนั้น ถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มทำเส้นสายยืด โดยให้ผู้ชำนาญทางนี้ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้ แล้วใช้เท้าเหยีบ กล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก
การนวดแผนไทย หรือ นวดแผนโบราณ เป็นการนวดชนิดหนึ่งในแบบไทย ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการยืดเส้น และการกดจุด ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ "นวดแผนโบราณ" โดยมีหลักฐานว่านวดแผนไทยนั้นมีประวัติมาจากประเทศอินเดีย และมีการนำเข้ามาในประเทศไทย จากนั้นได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากันกับวัฒนธรรมของสังคมไทย จนเป็นรูปแบบแผนที่เป็นมาตรฐานของไทยและส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน การนวดแผนไทยแบ่งเป็น 2 สาย คือ สายราชสำนักและสายเชลยศักดิ์
•    การนวดแบบราชสำนัก เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการนวดนี้คือ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในรั้วในวัง ฉะนั้นการนวดจึงถูกออกแบบที่เน้นการใช้นิ้วมือและมือเท่านั้น และท่วงท่าที่ใช้ในการนวดมีความสุภาพเรียบร้อย มีข้อกำหนดในการเรียนมากมาย ผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิชาชีพด้านนี้ จะได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง มีเงินเดือนมียศมีตำแหน่ง[1][2]
•    การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่ใช้ในระดับชาวบ้านด้วยท่าทางทั่วไป ไม่มีแบบแผนหรือพิธีรีตองในการนวดมากนัก อีกทั้งยังสามารถใช้อวัยวะอื่นๆ เช่น เข่า ศอก เท้า เพื่อช่วยทุ่นแรงในการนวดได้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากการนวดแบบราชสำนักที่เน้นการใช้มือเพียงอย่างเดียว                    การนวดอัตตลักษณ์ล้านนา
(Thai Tradition massage of Lanna)
จุดเด่นของภูมิภาค 8 จังหวัดตอนบนที่เรียกขานติดปากและชินหู คือ “ดินแดนล้านนา” ที่รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดมามีตำนานและเรื่องเล่าไม่รู้จบ ตลอดจนแหล่งธรรมชาติที่สวย เงียบสงบ เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภูมิภาค นั่นคือเงินตราและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศ
หนึ่งในวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ คือ การนวดอัตตลักษ์ล้านนา ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านที่สืบทอดกันมายาวนานจนถึงทุกวันนี้
1. การย่ำขาง การนวดรักษาด้วยไอความร้อนจากขาง (ผลาไถนา) ที่เผาไฟจนร้อนเต็มที่ เหนียวนำความร้อนจากขางโดยหมอย่ำขางที่ชำนาญ ใช้เท้าย่ำขางเป็นสื่อนำความร้อนไปยังผู้ป่วยมียาที่ทำจากสมุนไพรที่กำกับด้วยเวทย์มนต์คาถาซ้ำสองลงไปด้วย ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. ตอกเส้น การนวดรักษาแขนงหนึ่งของล้านนาแทนที่การใช้มือซึ่งต้องใช้พละกำลังในการนวดแต่ละครั้งมาก โดยใช้ไม้แทน (ไม้แก่นขาม ไม้เกล็ดดำ ไม้งิ้วดำ ไม้ผ้าผ่า) โดยใช้อาคมเสกกำกับลงเลขยันต์ไว้ เป็นการตอกลงที่เส้นได้ลึกกว่าและการขยายตัวของกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการนวดสัมผัสแบบทั่วไป
3. การนวดกดจุดจับเส้นแบบอัตตลักษณ์ล้านนา หลังจากสอบถามอาการของคนไข้ หมอนวดจะเริ่มนวดเส้นแนวกระดูกสัน (เส้นสันธาน) หลังขึ้นลงก่อนขึ้นลงสามรอบในท่านั่ง แบ่งลักษณะอาการของผู้ป่วยออกเป็นสองท่อน คือ ท่อนล่าง จากเอวไปถึงปลาย ท่อนบนจากเอวถึงจุดจอมกระหม่อม แบ่งร่างกายเป็น ๘ ส่วน กดจุดจับเส้นให้พ้องกันทุกส่วนจึงจะได้ผลและมีประสิทธิภาพ
4. การนวดวิธีใดวิธีหนึ่ง นั้นอาจจะมียาที่ทำจากพืชสมุนไพร และเครื่องมือในการนวดอื่น ๆ ประกอบอยู่ด้วยเสมอ เช่น ลูกประคบ น้ำมันไพล ยาคลายเส้น ยารม (ยาฮม) น้ำมันงา ไม้ตอกเส้น ไม้แกะเส้น ฯลฯ
 
42. ไนท์บาซาร์เชียงใหม่

              ตลาดนัดกลางคืนที่สืบทอดจากรุ่นสูรุ่นมานานนับกว่า 20 ปี ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจใหญ่ของเมืองเชียงใหม่บนถนนช้างคลานที่สองฝั่งข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆให้ได้เลือกซื้อสินค้ามากมาย ตลอดระยะทาง 2 กิโลเมตร รวมถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
               มูลนิธิสามัคคีการกุศลซึ่งเป็นการรวมตัวกันของพ่อค้าคนจีนในเมืองเชียงใหม่ต้องการให้มีตลาดรวมสินค้าหัตถกรรมในเชียงใหม่ หรือศูนย์รวมสินค้าหัตถกรรมต่างๆโดยเห็นว่าสนามบอลของโรงเรียนช่องฟ้าที่ตั้งอยู่บนถนนช้างคลานเชียงใหม่เหมาะสมต่อการก่อสร้างเพราะโรงเรียนก็เป็นของมูลนิธิเช่นกัน
               เมื่อชื่อเสียงไนท์บาซาร์เริ่มดัง คนก็เริ่มมาซื้อของมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาได้เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ ทางมูลนิธิเลยถือโอกาสย้ายโรงเรียนช่องฟ้าไปอยู่ที่อื่น แล้วสร้างไนท์บาซาร์ขึ้นใหม่สวยงามเต็มพื้นที่เช่นทุกวันนี้
               จุดเริ่มต้นนั้น เริ่มตั้งแต่แยกอุปคุตที่มาจากสพานนวรัฐตรงมาเรื่อยๆจนถึงแยกแสงตะวัน ที่ตลอดสองฝั่งริมถนนจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาวางของขายกันมากมาย สินค้าส่วนมาก จะเป็นของที่ทำจากมือหรือแฮนด์เมดเป็นส่วนใหญ่เพราะจะดึงดูดความสนใจของเหล่านักท่องเที่ยวได้ดีกว่า เช่นกระเป๋าถัก งานไม้ฉำฉาแกะสลัก เสื้อผ้าไหม โมเดลรถตุ๊ก ตุ๊กที่ทำมาจากระป๋องเบียร์

เสื้อผ้าพิมพ์ลายต่างๆเช่นช้างที่เป็นสํญญลักษณ์ของเชียงใหม่
 
  43. มวยไทย

                  ตำนานเกี่ยวเนื่องกับพระนางจามเทวี ผู้สร้างเมืองลำพูน ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 1200 มีพระฤๅษีนาม สุกกะทันตะฤๅษี ซึ่งเป็นสหายธรรม กับ ท่านสุเทวะฤๅษี เป็นพระอาจารย์ผู้สั่งสอน ธรรมวิทยา แล ศิลปศาสตร์ทั้งปวงอันควรแก่การศึกษาสำหรับขุนท้าวเจ้าพระยาทั้งหลาย โดยตั้งเป็นสำนักเรียนขึ้นที่ เขาสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี(ลวะปุระ หรือ ละโว้ ) ในสรรพวิทยาทั้งหลายนั้น ประกอบด้วยวิชชาอันควรแก่ ชายชาตรี ที่เรียกว่า มัยศาสตร์ (มายาศาสตร์ มาจาก มัย+ศาสตระ แปลว่า วิชาที่ฝึกเพื่อให้สำเร็จ หรือบ้างเรียกว่า วิชาชาตรี "ชาตรี" แปลว่า เหนือกว่าที่เกิด ) อันได้แก่ วิชามวย วิชาดาบ วิชาธนู วิชาบังคับช้าง ม้า ซึ่งเป็นการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญในการต่อสู้ป้องกันตัวและศึกสงคราม ในสมัยโบราณจะมี สำนักเรียน (สำนักเรียนมวย แตกต่างจาก ค่ายมวย คือ สำนักเรียนจะมีเจ้าสำนัก หรือ ครูมวย ซึ่งมีฝีมือและชื่อเสียงเป็นที่เคารพรู้จัก มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดวิชาไม่ให้สูญหาย โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ที่มีความเหมาะสม ส่วน ค่ายมวย เป็นที่รวมของผู้ที่ชื่นชอบในการชกมวย มีจุดประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการแข่งขัน-ประลอง) โดยแยกเป็น สำนักหลวง และ สำนักราษฎร์ บ้างก็ฝึกเรียนร่วมกับเพลงดาบ กระบี่ กระบอง พลอง ทวน ง้าวและมีดหรือการต่อสู้อื่นๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวและใช้ในการสงคราม มีทั้งพระมหากษัตริย์และขุนนางแม่ทัพนายกองและชาวบ้านทั่วไป (ส่วนใหญ่เป็นชาย) และจะมีการแข่งขันต่อสู้-ประลองกันในงานวัด และงานเทศกาลโดยมีค่ายมวยและสำนักมวยต่างๆ ส่งนักมวยและครูมวยเข้าแข่งขันชิงรางวัล-เดิมพัน โดยยึดความเสมอภาค
บางครั้งจึงมีตำนานพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ปลอมตนเข้าร่วมแข่งขันเพื่อทดสอบฝีมือที่เป็นที่ปรากฏได้แก่ พระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) พระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหัก ครูดอก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ จนเมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ปรากฏชื่อนายขนมต้ม ครูมวยชาวอยุธยา ซึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกได้ชกมวยกับชาวพม่า ชนะหลายครั้งเป็นที่ปรากฏถึงความเก่งกาจเหี้ยมหาญของวิชามวยไทย ในสมัยอยุธยา ตอนปลายได้มีการจัดตั้งกรมทนายเลือกและกรมตำรวจหลวงขึ้นมีหน้าที่ในการให้การคุ้มครองกษัตริย์และราชวงศ์ ได้มีการฝึกหัดวิชาการต่อสู้ทั้งมวยไทยและมวยปล้ำตามแบบอย่างแขกเปอร์เซีย (อิหร่าน) จึงมีครูมวยไทยและนักมวยที่มีฝีมือเข้ารับราชการจำนวนมากและได้แสดงฝีมือในการต่อสู้ในราชสำนักและหน้าพระที่นั่งในงานเทศกาลต่างๆสืบต่อกันมาเป็นประจำ และเป็นที่น่าสังเกตว่า กองทัพกู้ชาติของพระเจ้าตาก ล้วนประกอบด้วยนักมวยและครูมวยที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นจำนวนมาก ถึงกับได้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยรบพิเศษ 3 กอง คือ กองทนายเลือก กองพระอาจารย์ และกองแก้วจินดา ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญที่ทำให้คนไทยสิ้นความหวาดกลัวต่อทัพพม่า ในการรบที่บ้านนางแก้ว ราชบุรี จนอาจเรียกได้ว่า มวยไทยกู้ชาติ
กีฬามวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยุคที่นับว่าเฟื่องฟูที่สุดคือ รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทยและโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งโดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่างๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการ บรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับ ในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำจนถึงสมัย รัชกาลที่ 6 ที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลองระหว่างนักมวย กับครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวย กับครูมวยต่างชาติ ในการแข่งขันชกมวยในสมัยรัชกาลที่ 6 ระหว่างมวยเลี่ยะผะ (กังฟู) ชาวจีนโพ้นทะเล ชื่อนายจี่ฉ่าง กับ นายยัง หาญทะเล ศิษย์เอกของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีท่าจรดมวยแบบมวยโคราช ซึ่งเน้นการยืดตัวตั้งตระหง่านพร้อมที่จะรุกและรับโดยเน้นการใช้เท้าและหมัดเหวี่ยง และต่อมาได้เป็นแบบอย่างในการฝึกหัดมวยไทยในสถาบันพลศึกษาส่วนใหญ่ สมัย รัชกาลที่ 7 ในยุคแรกการแข่งขันมวยไทยใช้การพันมือด้วยเชือก จนกระทั่งนายแพ เลี้ยงประเสริฐ นักมวยจากท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ ต่อยนายเจียร์ นักมวยเขมร ด้วยหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตาย จึงเปลี่ยนมาสวมนวมแทน ต่อมาเริ่มมีการกำหนดกติกาในการชก และมีเวทีมาตรฐานขึ้นแห่งแรกคือเวทีมวยลุมพินีและเวทีมวยราชดำเนินจัดแข่งขันมวยไทยมาจนปัจจุบัน
ต่อมา พ.ศ. 2554 กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีมติให้กำหนดเอา วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ตั้งแต่ปี 2555 เป็น " วันมวยไทย " โดยถือเอา วันขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเสือ แต่มีผู้ศึกษาประวัติศาสตร์มวยไทย ให้ความเห็นว่ามวยไทย มีกำเนิดมาก่อนยุคสมัยพระเจ้าเสือนานมาก และหากจะยกให้คนที่มีฝีมือใน วิชามวยไทยและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทั้งในแง่เกียรติประวัติและความสามารถ ควรยกย่อง พระยาพิชัยดาบหัก (นายทองดี ฟันขาว) มากที่สุด เพราะมีประวัติความเป็นมาชัดเจนในการศึกษาวิชามวยไทย สำหรับนายขนมต้ม ซึ่งเป็นครูมวยกรุงเก่าและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ถือว่าได้ใช้วิชามวยไทยแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นได้น่ายกย่อง แต่ประวัติความเป็นมาของท่านไม่ชัดเจน แต่หากเห็นว่า ควรยกย่องพระมหากษัตริย์มากกว่าสามัญชน ก็น่าจะพิจารณา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์ท่านมีชีวประวัติชัดเจนในความสามารถในวิชามวยและการต่อสู้หลายแขนง ทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ด้วยการรวบรวม ครูมวย นักมวย ที่มีฝีมือจำนวนมากเป็นหลักในกองกำลังกอบกู้อิสรภาพ
 
  44. Chiang Mai Zoo Aquarium
                                                               
เที่ยว “เชียงใหม่ ซู อควาเรียม” (Chiang Mai Zoo Aquarium) ศูนย์แสดงสัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรก และแห่งเดียวในภาคเหนือของประเทศไทย และการที่มีทั้งปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็มจึงเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบ่อปลาทั้งสองประเภท
ทันทีที่เดินเข้ามาคุณจะตื่นตาตื่นใจกับฝูงปลาในตู้ขนาดใหญ่ที่เรียงรายกันอยู่มากมาย จนลืมไปเลยก็ได้ว่าคุณกำลังอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะอาจจะสงสัยว่าทำไมจึงมีสัตว์น้ำไม่ว่าจะเป็นน้ำจืดหรือน้ำทะเลนับหมื่นตัวขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เชียงใหม่อยู่ห่างจากทะเลหลายร้อยกิโลเมตร
 “ยกทะเลมาอยู่บนดอย” ให้คนเชียงใหม่ซึ่งไม่มีโอกาสได้เดินทางไกลเพื่อไปดูสัตว์ยังท้องทะเลในสถานที่ต่าง ๆ ก็สามารถเดินทางมาดูความสวยงามที่นี่ได้ อีกทั้งยังสร้างลอกเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อบรรดาสัตว์น้อยใหญ่จะได้อยู่กันอย่างมีความสุข และที่สำคัญที่สุดที่นี่สามารถผลิตน้ำทะเลได้เองอีกด้วยค่ะ น่าทึ่งมาก ๆ เลยใช่ไหม
“ไฮไลท์” ที่ดึงดูดสายตาและความสนใจให้กับบรรดาผู้เข้าชมก็คงจะเป็น “อุโมงค์ใต้น้ำ” ที่เดินชมได้ทั่ว ทั้งในส่วนน้ำจืดและน้ำทะเล โดยมีทางเลื่อนอัตโนมัติ ทำให้คุณจะมีความรู้สึกว่ากำลังเพลิดเพลินเหมือนเดินอยู่กลางท้องทะเล หรือใต้แม่น้ำทะเลสาบใหญ่ โดยมีสัตว์น้อยใหญ่เวียนว่ายอยู่ใกล้ ๆ เพียงยื่นมือเข้าไปก็เสมือนจะสามารถสัมผัสตัวเป็น ๆ ได้แล้ว
ที่นี่จะมีทั้งปลาหายาก ปลาสวยงาม เช่น ฉลามเสือ ฉลามยักษ์ กระเบนราหู กระเบนจมูกวัว  ปลาบึก ปลาช่อนอเมซอน มีแสดงนิทรรศการการเรียนรู้ระบบนิเวศวิทยาทางน้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มอีกด้วย และจะมีกิจกรรมแสดงโชว์ให้อาหารปลา วันละ 2 รอบ รวมไปถึงวันหยุดก็จะนำสัตว์น้ำ เช่น ปลาดาว ฉลามหิน มาให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสของจริง และร่วมให้อาหารกระเบนจมูกวัว ซึ่งเชื่องมาก ๆ โดยการนำกุ้งสด ปลาสด ปลาหมึกสด มาจุ่ม ๆ บนผิวน้ำ มันก็จะว่ายมากินอาหารจากมือของเราเลยล่ะ
ภายในสวนสัตว์ยังมี “เชียงใหม่ ซู อควาเรียม” (Chiangmai Zoo Aquarium) สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจร ด้วยอุโมงค์ใต้น้ำที่ยาวที่สุดในโลก จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม กว่า 250 สายพันธุ์ จำนวน กว่า 20,000 ตัว มีสวนนกเพนกวิน และสวนนกฟิ้นซ์ ซึ่งเป็นนกขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงาม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “อัญมณีบินได้” มีหมีโคอาล่า จากประเทศออสเตรเลีย และยังมีสัตว์อื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด
เชียงใหม่ซูอะควอเรียมแห่งนี้จะนำเสนอเรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำที่หาชมได้ยาก และเป็นครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวที่เข้าชมจะได้สัมผัสกับโลกใต้น้ำจืดและน้ำเค็มได้ในเวลาเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับ

- ปลาบึก ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้สร้างตำนานแห่งลุ่มน้ำโขง
- ฉลาม นักล่าจากทะเลลึกที่คร่าเหยื่อในเสี้ยววินาที
- ฝูงปลาการ์ตูน นีโม่ ขวัญใจคุณหนูจากภาพยนตร์นีโม่ที่หลายๆคนชื่นชอบ

และยังมีสัตว์นานาชนิดที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม
 
  45. วัดพระสิงห์
                 
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระสิงห์ฯ เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"
    
พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลี" ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า "ตลาดลีเชียง" แล้วเรียกวัดว่า "วัดลีเชียง" และ "วัดลีเชียงพระ" ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก"พระพุทธสิหิงค์" สั้นๆ ว่า "พระสิงห์" จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า "วัดพระสิงห์"
      
เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน
         
* พระมหาเถรโพธิรังสีชาวหิริภุญไชย รจนาภาษาบาลีไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ พระเจ้าสีหฬะแห่งลังกาทวีป ได้โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งเรียกว่า "พระพุทธสิหิงค์" แต่ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า"สีหฬะปฏิมา" ตามนามกษัตริย์ผู้สร้าง

    * พ.ศ. ๑๘๓๙ - กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช ได้แต่งทูตไปขอคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกา และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่ง(ศิลปะลังกา)กลับมาด้วย ภายหลังมาประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ตีกรุงสุโขทัยได้ หลายสิบปีต่อมาพญาไสลือไทยได้อัญเชิญมาไว้ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ จึงอัญเชิญมาที่กรุงศรีอยุธยา

    * พ.ศ. ๑๙๒๗ - พระญาณดิศ เชื้อวงศ์พระร่วงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาขออัญเชิญมาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร

    * พ.ศ. ๑๙๓๔ - เจ้ามหาพรหม พระปิตุลาของเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงราย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏ วัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์อีกแห่งหนึ่ง ที่เมืองเชียงรายมีชื่อว่า วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย และโปรดให้หล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองขึ้น เมื่อเจ้ามหาพรหมถึงแก่พิราลัยแล้ว พระพุทธสิหิงค์จึงได้มาประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ในนครเชียงใหม่ เช่นเดิม

    * พ.ศ. ๒๐๘๔ - พระไชยเชษฐากษัตริย์ล้านช้างเชื้อ สายล้านนา ทรงนำพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปจากเชียงใหม่หลายองค์ไปไว้ที่ล้านช้าง(หลวงพระบาง) เมื่อทางเชียงใหม่ทวงถามจึงทรงคืนพระพุทธสิหิงค์มาเพียงองค์เดียว

    * พ.ศ. ๒๒๐๕ - สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงยกทัพมารบเชียงใหม่ และทรงอัญเชิญลงไปไว้ที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่นานถึง ๑๐๕ ปี
    * พ.ศ. ๒๓๑๐ - กรุงศรีอยุธยาแตก ทัพทหารเชียงใหม่ที่มาในกองทัพพม่าอัญเชิญกลับนครเชียงใหม่ทางเรือ และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    * วิหารลายคำ เป็นวิหารพื้นเมืองศิลปะล้านนาขนาดเล็ก เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๑ ภายในเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธสิหิงค์" ขนาดหน้าตักกว้าง ๓๑ นิ้ว สูงจากขอบฐานถึงยอดพระเมาลีบัวตูม ๕๑ นิ้ว เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองชียงใหม่จะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ไปถนนรอบ เมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาโดยทั่วกัน วิหารลายคำพบแห่งเดียวที่นี่
 
  46. ศูนย์ปฏิบัติธรรม
                              
การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา  ต้องมาจากการศึกษาที่ถูกต้องในขั้นปริยัติก่อนเสมอ   เช่นเดียวกับการประกอบอาชีพทุกอย่าง   ที่ต่างก็ต้องมีความรู้ในขั้นการศึกษาก่อน แล้วจึงฝึกฝนทักษะเพื่อให้เกิดความชำนาญ ที่จะช่วยให้ปฎิบัติได้โดยไม่ผิดพลาดและไม่ก่อให้เกิดโทษจากความไม่รู้ในภายหลัง ถ้าเราชอบสวดมนต์ ขณะสวดนั้นเราเพียงแต่ท่องคำที่เราไม่รู้ความหมายด้วยความหวังที่จะอยากให้สิ่งดี ๆ  เกิดกับเรา  หรือสวดมนต์  เพื่อจะระลึกถึงพระพุทธคุณ  พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ด้วยความเข้าใจจริง ๆ ในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ถ้าเราชอบรักษาศีล ๘ เรารักษาเพื่ออะไร  เพื่อทำให้เราสบายใจขึ้น  หรือเพื่อที่เราจะเป็นผู้ที่มีผิวพรรณสวยงาม ร่ำรวยทรัพย์สิน หรือเพื่อขัดเกลากิเลสในตัวเราเอง ถ้าเราชอบนั่งสมาธิ  เรานั่งเพื่ออะไร  เห็นเขานั่งเราก็นั่งหรือเปล่า หรือเขาบอกให้นั่ง เราก็นั่งตามเขาไป  หรือเรานั่งเพราะมีอัธยาศัยสั่งสมมาที่จะเป็นผู้ที่มีปรกติอบรมเจริญปัญญาในขั้นความสงบของจิต
                 ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาโดยถี่ถ้วน  เพราะคงไม่มีใครอยากจะทำในสิ่งที่ผิดด้วยความไม่รู้ถึงโทษภัยในภายหลัง   ซึ่งถ้าคิดจะทำจริง ๆ ก็ควรที่จะศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน  แล้วย้อนมาพิจารณาอัธยาศัยจริง ๆ ของเราว่า  มีอัธยาศัยเหมาะสมหรือไม่ ที่จะกระทำอย่างนั้น  โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิบัติธรรมในขั้นที่สูง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิบัติได้หากขาดการศึกษา เช่น สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
 
  47. Trekking chiangmai

                                 กระแสการท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้เข้ามามีส่วนสำคัญต่อความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หลงไหลใฝฝันในธรรมชาติของเมืองเชียงใหม่เป็นหนักหนา ความนิยมเหล่านี้ยังได้แผ่ขยายมาถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ซึมซับความเป็นธรรมชาติอันพิสุทธิ์ไปด้วย
แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเมืองเชียงใหม่นั้นมีมากมายหลายที่ด้วยกัน แต่ที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติมากที่สุดก็คือ การขี่ช้างล่องแก่ง ซึ่งถือว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ท้าทายสำหรับบรรดานักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็นผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแห่กันไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทุก ๆ สุดสัปดาห์หรือวันหยุดราชการยาว ๆ กันมากขึ้น
สองฟากฝั่งของลำน้ำแม่แตง เขตอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่มีปางช้างเกิดขึ้นมากมาย ไอดินกลิ่นป่าริมฝั่งน้ำแม่แตงนั้นมีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้แสวงหาธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผืนป่าในบริเวณนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ ฝั่งหนึ่งนั้นคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อีกฝั่งหนึ่งคือเขตป่าสงวน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้นหนึ่งของประเทศ ที่สำคัญแม่น้ำแม่แตงยังเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของคนเชียงใหม่มาตั้งแต่อดีต แต่ปรากฏว่ามีคนไทยที่เป็นนักเดินป่าจำนวนไม่มากนักที่ได้เข้าไปสัมผัสเสน่ห์ของผืนป่าริมฝั่งน้ำแม่แตง ซึ่งจนบัดนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภททัวร์ป่า (Trekking Tour) ของฝรั่งนักผจญภัยไปเสียแล้ว

การท่องเที่ยวแบบทัวร์ป่าริมน้ำแม่แตงส่วนใหญ่จะประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๆ คือ การเดินป่า การขี่ช้างและการล่องแพ โดยเฉพาะการล่องแพในลำน้ำแม่แตงถือได้ว่าเป็นหัวใจของที่นี่ การท่องเที่ยวทางธรรมชาติจึงเป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเขาในหมู่บ้าน ด้วยความที่ผูกพันอยู่กับป่าไม้และสายน้ำ เมื่อธุรกิจท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้น ชาวเขาบางคนได้เข้าไปทำงานถ่อแพในปางช้างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น บางคนได้มาเป็นควาญช้างของปางช้างก็มี

ดังเช่นที่ปางช้างท่าแพแม่ตะมานมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงธรรมชาติอันสวยงามของผืนป่า หลังจากที่ได้ชมการแสดงของช้างแล้วจะมีการขี่ช้างท่องไพร จากนั้นก็จะต่อด้วยการล่องแพตามลำน้ำแม่แตงกระทั่งไปสิ้นสุดที่ปลายทางโดยจะมีเกวียนวัวไปรับที่นั่นเพื่อนำนักท่องเที่ยวนั่งเกวียนเข้าชมหมู่บ้านชาวเขานี่เป็นโปรแกรมอย่างคร่าว ๆ ของทางปางช้างจัดไว้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

ช้างที่ถูกพามารับนักท่องเที่ยวในย่านน้ำแม่แตง มีอยู่ถึงกว่า 100 เชือกพวกมันเป็นผลพวงอันเนื่องมาจากพรบ.ปิดป่าเมื่อปี พ.ศ.2531 ช้างที่เคยหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจทำไม้ในป่าภาคเหนือต้องตกงานกันเป็นแถว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการผันตัวเองมารับใช้ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีกระแสฟีเวอร์ค่อนข้างสูงในขณะนี้ ทว่าสิ่งที่ได้รับก็คือ รายได้ระหว่างการลากซุงกับการมาให้ฝรั่งขี่เที่ยวป่านั้นค่าแรงต่างกันลิบลับ ช้างจากที่เคยมีรายได้ในการชักลากไม้เดือนละกว่าหมื่นบาท ทำ 3 วันพัก 2 วัน แต่การมาทำทัวร์ป่าต้องทำทุกวัน มีรายได้เดือนละสามพันกว่าบาทเท่านั้น มันเป็นความรันทดของทั้งช้างและควาญ อย่างไรเสียการให้ฝรั่งขี่อยู่ในป่าก็ยังดีกว่าการเข้าไปเดินเพ่นพ่านอยู่เมืองแล้วเก็บตังค์จากคนที่เชื่อว่า เวลาเดินลอดท้องช้างแล้วจะโชคดี ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากการขอทานเท่าใดนัก
จะว่าไปแล้วความผูกพันระหว่างช้างกับควาญเป็นที่ร่ำลือมาแต่ไหนแต่ไร บรรดาช้างกว่าร้อยเชือกที่มาทำงานในปางช้างที่แม่แตงบางปาง ส่วนใหญ่ล้วนมีเจ้านายเป็นกะเหรี่ยงทั้งสิ้น เพราะคนกะเหรี่ยงถือว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งบ่งชี้ความมั่งคั่ง ใครมีวัวมีควายก็ถือเป็นผู้มีอันจะกิน แล้วถ้าใครเป็นเจ้าของช้างแล้ว ย่อมถือเป็นคหบดีเลยทีเดียว แต่วันชื่นคืนสุขของธุรกิจลากไม้ได้ผ่านไปแล้ว วันนี้ช้างได้เปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญของชีวิตมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยว แต่กระนั้นก็มิได้ทำให้สำนึกของช้างที่ได้เคยชักลากไม้ลบเลือนไปได้ ทุกวันนี้มีปางช้างหลายแห่งจัดให้มีการแสดงการลากไม้ของช้างให้กับนักท่องเที่ยวได้ชมกัน
 
  48. วัดอุโมงค์

                   เมื่อปี พ.ศ. 1839 พระยามังรายทรงสร้างอาณาจักรล้านนาร่วมกับพระสหาย คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชกษัตริย์ปกครองสุโขทัย และพระเจ้างำเมือง กษัตริย์ปกครองพะเยา มาสร้างเมืองเวียงเหล็ก (บริเวณวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน) และตั้งชื่อเมืองว่า “นพบุรี ศรีนครพิงค์” ท่านมีความใฝ่ในศาสนาพุทธ จึงทรงทำนุบำรุง ส่งเสริมศาสนาให้รุ่งเรืองในล้านนา ในขณะนั้น ทางฝ่ายพระเจ้ารามคำแหงมหาราชได้ส่งคนนิมนต์พระสงฆ์จากลังกามาอาศัยอยู่ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อที่พระสงฆ์ได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุโขทัย เมื่อพระยามังรายทราบข่าวดังกล่าว จึงส่งคนไปนิมนต์พระลังกาจากพระเจ้ารามคำแหง 5 รูป โดยมีพระกัสสปะเถระเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์นี้ โดยจำพรรษาที่วัดการโถม ต่อมาพระยามังรายสร้างวัดเวฬุกัฏฐาราม (ปัจจุบัน คือ วัดอุโมงค์) เมื่อสร้างเสร็จจึงอาราธนาพระมหากัสสปะเถระจำพรรษาที่วัดแห่งนี้  ต่อมาเมื่อพระเจ้ามังรายสวรรคต ศาสนาพุทธขาดการทำนุบำรุง เพราะมัวแต่ทำศึกสงครามกันเองในเชื้อพระวงศ์ในการแย่งชิงราชสมบัติ จนถึงสมัยพระเจ้าผายู ศาสนาพุทธได้รับการฟื้นฟูจนถึงสมัยพระเจ้ากือนาธรรมาธิราช (ประมาณ พ.ศ. 1910) ท่านมีความเลื่อมใสในพระมหาเถระจันทร์ พระเจ้ากือนาจึงสั่งให้คนบูรณะวัดเวฬุกัฏฐาราม เพื่ออาราธนาพระมหาเถระจันทร์จำพรรษาทีวัดแห่งนี้ และตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” ตามชื่อของพระมหาเถระจันทร์ มีการซ่อมแซมเจดีย์โดยการพอกปูน สร้างอุโมงค์ไว้ทางทิศเหนือจากเจดีย์ ในอุโมงค์มีทางเดิน 4 ช่องซึ่งเชื่อมต่อกันได้
ราชวงศ์มังรายล่มสลาย เมื่อปี พ.ศ. 2106 เปลี่ยนเป็นพม่าปกครองล้านนา ทำให้วัดอุโมงค์ขาดการทำนุบำรุง ปล่อยให้ร้าง ปรักหักพังเรื่อยๆ ต่อมา เจ้าชื่น สิโรรส ได้จัดการแผ้วถางบูรณะวัดนี้ และสร้างกุฏิหลังใหม่เพิ่ม จากนั้นจึงนินต์พระภิกษุปัญญานันทะจากสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี มาจำพรรษา และท่านได้เผยแพร่ศาสนาสืบไป
 
  49. คุ้มเสือ

              เสือโคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดด ๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3-4 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือโคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105-110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ 2 ปี
ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสลับกับทุ่งหญ้าโล่ง ชอบว่ายน้ำและแช่น้ำมาก ซึ่งแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ล่าเหยื่อได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่ในเวลากลางวันจะนอนพักผ่อน ล่าเหยื่อในเวลาเย็น พลบค่ำ กลางคืน หรือขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด มีสายตาที่มองเห็นได้ทั้งที่มืดและสว่าง จะคืบคลานเข้าหาเหยื่อในระยะใกล้ 10-25 เมตร จนกระทั่งได้ระยะ 2-5 เมตร จึงกระโดดใส่ หากเป็นเหยื่อขนาดเล็กจะกัดที่คอหอย หากเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่นเก้ง หรือ กวาง จะกัดที่ท้ายทอยหรือหลังด้านบน เสือโคร่งวิ่งได้เร็วกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถกระโจนในระยะทาง 500 เมตรได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เสือโคร่งมักจะกัดที่คอหอยเหยื่อจากทางด้านบนหรือด้านล่าง บางทีกระโดดตะปบหลังและตะปบขาหลังเหยื่อให้ล้มลงก่อนที่จะกัดคอหอย และเมื่อได้เหยื่อแล้ว จะเริ่มกินเนื้อบริเวณคอก่อน แล้วจึงมากินที่ท้องและกล้ามเนื้อหลัง โดยมักจะไม่กินหัวและขาของเหยื่อ เหยื่อที่เหลือจะถูกฝังกลบโดยใช้ใบไม้ หรือกิ่งไม้ หรือเศษหญ้า และตัวเสือโคร่งเองจะหลบนอนอบู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น และบางตัวอาจคาบเหยื่อขึ้นไปขัดไว้ตามคบไม้เหมือนเสือดาว (P. pardus) ด้วยก็ได้ เสือโคร่งมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงมาก สามารถตามเหยื่อได้ไกลถึง 100-200 เมตร เพศผู้มีพื้นที่ในการหากินกว้างถึง 200-300 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ตัวเมียมีเพียง 60 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้อย
นิสัยปกติจะหวงถิ่น โดยการหันก้นปัสสาวะรดตามต้นไม้ โขดหิน เพื่อให้กลิ่นของตนเองติดอยู่ เพื่อประกาศอาณาเขต ในบางครั้งอาจจะข่วนเล็บกับเปลือกไม้ด้วยเพื่อเป็นการลับเล็บและประกาศอาณาเขต หากมีเสือโคร่งตัวอื่นหรือสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่รุกล้ำมา จะต่อสู้กัน โดยปกติแล้ว เสือโคร่งจะกลัวมนุษย์ จะหลบหนีไปเมื่อพบกับมนุษย์ แต่จะทำร้ายหรือกินเนื้อมนุษย์ได้ เมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก หรือเป็นเสือที่อายุมากแล้วไม่สามารถล่าเหยื่อชนิดอื่นได้ หากได้กินเนื้อมนุษย์ก็จะติดใจและจะกลับมากินอีก จนกลายเป็นเสือกินคน
เสือโคร่งกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในทวีปเอเชีย ตั้งแต่เอเชียตะวันออกจนถึงตะวันออกกลาง แม้แต่ในพื้นที่หนาวเย็น อย่างไซบีเรีย หรือแห้งแล้งเป็นทะเลทราย อีกทั้งยังอยู่ได้ตามเกาะแก่งกลางทะเลอีกด้วย หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีรายงานว่า เสือโคร่งสามารถว่ายน้ำข้ามไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้ด้วย
ในปี พ.ศ. 2553 จากการสำรวจพบว่าปริมาณเสือโคร่งในผืนป่าของประเทศไทยมีอยู่ราว 200-250 ตัวเท่านั้น แต่มีแนวโน้มที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น และปริมาณในธรรมชาติในพื้นที่อื่น ๆ รวมกันแล้วทั่วโลกมีประมาณ 3,200 ตัว
คุ้มเสือ แม่ริม เชียงใหม่ จะทำให้คุณรู้สึกว่าเสือโคร่งไม่ได้ดุร้ายอย่างที่คิด
 
  50. เรือหางแมงป่อง ล่องแม่น้ำปิง

                                ของขวัญที่ล้ำค่าและเป็นสิ่งที่ควรอยู่คู่กับแม่น้ำปิงมาตั้งแต่โบราณนั้นคือ เรือหางแมงป่องที่ต้องอนุรักษ์ คู่กับแม่น้ำแห่งนี้ จะเป็นเรือหางยาวก็ไม่ใช่ จะเป็นเรือพายเล่นก็ใหญ่เกินกำลังของคนที่จะพายไหว ยิ่งดูรูปร่างของเรือด้วยแล้ว ก็คล้ายกับกาบมะพร้าวที่เด็กๆสมัยก่อนลอยน้ำเล่นกัน อย่าว่าแต่คนถิ่นอื่นๆเลย ที่ไม่รู้จักเรือหางแมงป่องนี้ แม่แต่ชาวเชียงใหม่เองก็ยมีไม่มากนัก เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก เพราะว่าเรือหางแม่ป่องหายไปจากแม่น้ำปิง ถึงขั้นที่ว่าหายสาบสูญ จะว่าไปแล้วเรือหางแมงป่องมีส่วนช่วยในการสร้างบ้านแปงเมืองให้ลำพูนและเชียงใหม่ได้รุ่งเรืองด้วยกัน และในยุคต้น เป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ และในยุคปลายทำหน้าที่ขนส่งสินค้าจากเมืองเหนือล่องตามลำน้ำไปทางใต้ถึงเมืองกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนเศษ และล่องทวนน้ำจากเมืองกรุงเทพมาทางเหนือใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน โดยใช้ลูกถ่อจำนวน 12-18 คน จะว่าไปแล้วมีเพียงเรือหางแมงป่องชนิดเดียวเท่านั้นที่ใช้ขึ้นล่องในน้ำปิง เนื่องจากในบลำน้ำปิงเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย จึงทำให้ใช้เวลาการเดินทางค่อนข้างลำบากแลยาวนาน

ในการออกแบบเรือของคนโบราณใช้ไม้สักทั้งต้นที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-8 เมตร ประมาณ 20 กว่าคนโอบมาขุดทำเป็นเรือหางแมงป่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยความชาญฉลาดของคนโบราณล้านนา ใช้ไม้สักซึ่งมีค่าอย่างมากมายในภาคเหนือเนื่องจากไม้สักมีน้ำหนักเบา และคุณสมบัติพิเศษคือลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ อีกทั้งไม่บิดไม่งอ จึงเป็นที่นิยมในการทำเรือในยุคนั้น แม้กระทั่งเรือชนิดอื่นๆก็ทำจากไม้สัก ตอนหลังมีการสะดุดหยุดเรือหางแมงป่อง เนื่องจากนยุคหลัง ไมสักที่มีขนาดใหญ่ๆหายากขึ้น และเรือหางแมงป่องเมื่อชำรุดแล้ว ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่สามารถบรรทุกได้ถึง 3 ตัน ต่างจากเรือชนิดอื่นๆ ที่ใช้ไม้เป็นแผ่นๆ มาต่อเป็นเรือ ซึ่งครั้งโน้นไม่นิยมนำไม้เป็นแผ่นมาต่อเป็นเรือ เนื่องจากเรือมีน้ำหนักมากและอุ้ยอ้าย การล่องเรือผ่านเกาะแก่งต่างๆลำบาก และไม่มีความแข็งแรงเท่ากับไม้เป็นท่อนที่นำมาขุดเป็นเรือ

เพื่ออนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลังได้รู้จัก เรือหางแม่ป่องที่สร้างขึ้นมาใหม่ ในที่สุดเรือหางแมงป่องก็มาเป็นความภาคภูมิใจของชาวเชียงใหม่ และเรือหางแม่ป่องต้องทำให้แม่น้ำปิง ซึ่งเป็นหัวใจของชาวเชียงใหม่สะอาด ปลอดมลภาวะ และไม่สร้างปัญหาด้านเสียงด้วย เนื่องจากเครื่องยนต์ของเรือหางแมงป่องใช้เครื่องเบนซิน ซึ่งน้ำมันเบนซินมีมลภาวะต่อแม่น้ำน้อยมาก และเสียงเงียบไม่เป็นที่รบกวนของชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิง เรือทั่วไปนำความเย็นของน้ำขึ้นมาหล่อเลี้ยงเครื่อง แต่เรือหางแมงป่องนี้ใช้หม้อน้ำเหมือนรถยนต์ ฉะนั้นจะไม่มีมลภาวะต่อแม่น้ำใดๆเลย น้ำมันที่หลุดร่วงหรือเล็ดลอดตามน้ำในเครื่องสู่แม่น้ำแทบไม่มีเลย
 
  51. สวนป่าบ้านวัดจันทร์ 

                          เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่ บ้านวัดจันทร์ และ หมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2522 ทรงพบว่าราษฎรมีความแร้นแค้น ไม่มีเส้นทางคมนาคม เชื่อมกับอำเภอ ด้อยโอกาสทางการศึกษาและสุขภาพอนามัย ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภคมีไม่พอเพียงตลอดทั้งปี แต่หมู่บ้านอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ ม.จ.ภีศเดช รัชนี องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง หาทางช่วยเหลือราษฎร ตำบลบ้านจันทร์ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน 15 หมู่บ้าน และประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง โดยให้คำนึงถึงการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ด้วย องค์ผู้อำนวยการโครงการหลวง ได้นำพระราชกระแสรับสั่ง หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อ.อ.ป. หรือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดตั้งโครงการหลวง
 
  52. วิวาห์หวาน เมืองล้านนา

                           1. การจัดเตรียมขันหมาก (แต่งงาน)
ก่อนถึงกำหนดวันแต่งงาน พ่อแม่และผู้เป็นเฒ่าแก่ของฝ่ายชาย ต้องจัดเตรียมขันหมากเอก โท และบริวารขันหมากไว้ให้เรียบร้อย นิยมจัดหากันตามความสะดวกเหมาะสม เช่น เงินทอง สร้อยแหวนกำไล จะต้องจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ วัน ขนมนมเนยผลไม้จัดเตรียมไว้ก่อนวันงานสักสองวัน เพราะถ้าเก็บไว้นานอาจเน่าเสียได้ ส่วนต้นกล้วย ต้นอ้อยหมากพลูที่จะใช้ ก็ทำการเสาะหาหรือเจรจาขอตามไร่นาตามสวน หรือจากเพื่อนบ้านไว้เป็นการล่วงหน้า
2. การจัดขันหมากเอกและขันหมากโท ขันหมากเอก
จะจัดเป็นขันเดี่ยวหรือขันคู่ก็แล้วแต่ประเพณีนิยมของแต่ละท้อง ถิ่น ส่วนใหญ่มีขันใส่หมากพลู ขันใส่เงินทองหรือสินสอด ขันใส่สิ่งของอันเป็นมงคล เช่น ถั่ว งา ข้าวเปลือก ใบเงิน ใบทอง ฯลฯ ขันหมากเอกนี้นิยมจัดเป็นคู่ เวลายกขบวนแห่ขันหมากจะมีคนถือเป็นคู่ ๆ ดูสวยงาม และเป็นมงคลโดยถือเคล็ดจากคำว่า “คู่” นั่นเอง ขันหมากโท ได้แก่ พวกของที่ใช้เป็นอาหารและขนม รวมทั้งบริวารขันหมากอื่นๆ เช่น ต้นกล้วย ต้นอ้อย นิยมจัดเป็นคู่ๆ เช่นกัน มีการนำกระดาษสีแดงประดับตกแต่งให้สวยงาม
3.ขันหมากมาแล้ว
เมื่อใกล้ฤกษ์ยามยกขบวน ฝ่ายเจ้าบ่าวจะเริ่มจัดขบวนโดยเฒ่าแก่หรือพ่อสื่อแม่สื่อ ที่เป็นผู้มาเจรจาสู่ขอจะเดินนำหน้าเคียงคู่ไปกับเจ้าบ่าว ซึ่งถือพานธูปเทียนสำหรับใช้ ไหว้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง การจัดขบวนขันหมากไม่มีกำหนดตายตัว เพราะในแต่ท้องถิ่นอาจมีประเพณีนิยมแตกต่างกันไป
เริ่มเคลื่อนขบวนขันหมาก เมื่อจัดเตรียมขบวนขันหมากเป็นที่เรียบร้อย พร้อมเพรียงกันดีแล้ว ครั้นได้เวลาฤกษ์ดีมีชัยก็เริ่มเคลื่อนขบวนได้ ส่วนใหญ่จะมีการโห่และจุดประทัดกันเป็นที่สนุกสนาน บางทีมีการยิงปืนขึ้นฟ้าด้วย เพื่อใช้สัญญาณเสียงบอกให้ทางบ้านฝ่ายหญิงทราบ ว่าบัดนี้ขบวนขันหมากกำลังจะเคลื่อนไปทำพิธีแล้ว การเคลื่อนขบวนหากมีกลองยาวหรือแตรวงนำหน้า คนเฒ่าคนแก่และหนุ่มสาวที่ไม่ได้มีหน้าที่ยกขันหมาก และข้าวของก็จะออกมาร่ายรำกันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง
เสียงโห่และเสียงรับจะดังขึ้นเป็นระยะ ในช่วงนี้เพื่อนเจ้าสาวจะพาเจ้าสาวไปหลบในห้อง ส่วนผู้ที่มีหน้าที่กั้นประตูเงินประตูทอง และรับขันหมากก็เตรียมทำหน้าที่ของตน ดังนั้นเฒ่าแก่หรือเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมเงินสดใส่ซองไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นกุญแจสำหรับไขผ่านประตูหรือด่านต่าง ๆ ไปจนกว่าจะไปถึงตัวเจ้าสาว ส่วนใหญ่นิยมกั้นแค่ 3 ประตูคือ ประตูชัย ประตูเงิน ประตูทอง หรือ ประตูนาก ประตูเงิน ประตูทอง การให้ซองสำหรับขอผ่านประตูต่างๆ นั้น จะต้องให้ประตูละ 2 ซอง และใส่เงินเป็นจำนวนคู่ ไม่นิยมใส่เป็นจำนวนคี่ ซองสำหรับประตูทอง จะต้องใส่ให้มีมูลค่ามากกว่า 2 ประตูแรก สำหรับการจุดประทัดหรือยิงปืนให้สัญญาณนั้น นิยมจุดเมื่อเริ่มเคลื่อนขบวนครั้งหนึ่ง เมื่อมาถึงกลางทางอีกครั้งหนึ่ง ครั้นพอถึงเขตบ้านเจ้าสาวก็จุดอีกครั้งหนึ่ง บางทีทางฝ่ายเจ้าสาวก็มีการยิงปืนหรือจุดประทัดรับเช่นกัน
4.พานรับขันหมาก
พอขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวมาถึงเขตบ้านแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะจัดพานใส่หมากพล ูสำหรับรับขันหมากเตรียมไว้ให้เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งอาจใช้เด็กผู้หญิงแต่งตัวตามสวยงาม หรือญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวถือพานออกไปรับก็ได้ เป็นการแสดงความยินดี และให้เกียรติเฒ่าแก่ฝ่ายชาย เมื่อมีผู้นำพานรับขันหมากมามอบให้ เฒ่าแก่ฝ่ายชายจะหยิบหมากพลูที่จีบไว้เป็นคำ ๆเคี้ยวกินหรือหยิบไว้พอเป็นพิธี แล้วส่งพานคืนให้ พร้อมกับของชำร่วยหรือซองใส่เงิน ผู้ที่ถือขันหมากต้องไปยืนอยู่นอกเขตบ้าน เพราะต่อไปจะมีการปิดกั้นประตูเงินประตูทอง เมื่อรับพานคืนมาพร้อมของรางวัลแล้วผู้ทำหน้าที่รับขันหมากจะนำ ขบวนขันหมากเข้าสู่เขตบ้าน ในการรับขันหมากนอกจากจะให้เด็กยกพานรับขันหมากแล้ว ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวก็จะออกมาให้การต้อนรับด้วย เพื่อเจรจาต้อนรับเฒ่าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าว พูดคุยกันในเรื่องอันเป็นมงคลเกี่ยวกับฤกษ์งามยามดีในวันนี้ บางทีหน้าที่โต้ตอบและจัดขบวนขันหมาก อาจใช้ผู้มีความรู้ในด้านนี้โดยเฉพาะคอยควบคุมเรียกว่า “นายขันหมาก” ส่วนเฒ่าแก่เป็นเพียงผู้ร่วมมาในขบวนขันหมาก และเป็นผู้ทำพิธีในฐานะผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย
5.การนับสินสอดและสวมแหวนแต่งงาน (เริ่มพิธีตามฤกษ์)
พิธีนับสินสอดทองหมั้น นิยมจัดสถานที่เพื่อให้เป็นการสะดวกของคู่บ่าวสาว คือจัดเก้าอี้หรือเสื่อไว้ เมื่อพ่อแม่ของฝ่ายชายหรือหญิง ไปนั่งคู่กันในที่จัดไว้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งนั่งคู่กันอยู่ในฝั่งตรงข้าม เมื่อบ่าวสาว นั่งด้านหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทางเถ้าแก่ฝ่ายชาย จึงทำการแจกแจงสินสอดทองหมั้น โดยแจ้งความประสงค์ของฝ่ายชายที่จะมาสู่ขอฝ่ายหญิง เมื่อฝ่ายเจ้าสาวได้ตกลงตามนั้น คุณแม่และคุณพ่อเจ้าสาวก็ทำการโรยสินสอดทองหมั้น ด้วยดอกไม้มงคล ซึ่งประกอบด้วย ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย ถั่ว งา ดอกดาวเรือง เพื่อความเจริญงอกงามเหมือนถั่ว งา เจริญรุ่งเรืองเหมือนดอกดาวเรือง และมีความรักยืนยาวเหมือนดอกบานไม่รู้โรย แล้วคุณแม่เจ้าสาวก็ยกขึ้นแบกขึ้นบ่า เป็นความหมายว่าสินสอดทองหมันนั้นงอกเงย จนต้องยกแบกเก็บ หลังจากแจกแจงสินสอดทองหมั้นแล้วบ่าวสาวทำการสวมของหมั้น ,สวมแหวนแต่งงาน
6.พิธีรับไหว้
ในการทำพิธีรับไหว้นั้น นิยมจัดสถานที่เพื่อให้เป็นการสะดวกของคู่บ่าวสาว คือจัดเก้าอี้หรือเสื่อไว้ เมื่อพ่อแม่ของฝ่ายชายหรือหญิง ไปนั่งคู่กันในที่จัดไว้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งนั่งคู่กันอยู่ในฝั่งตรงข้าม จะกราบลงพร้อมกันที่หมอน 1 ครั้ง (กราบโดยไม่ต้องแบมือ) แล้วส่งพานดอกไม้ธูปเทียนให้ พ่อแม่ยื่นมือไปรับ กล่าวให้ศีลให้พร หรืออวยพรให้ชีวิตคู่ของลูกทั้งสองประสบแต่ความสุข ความเจริญ แล้วจึงหยิบเงินรับไหว้ใส่ลงในพาน หยิบด้ายมงคลหรือสายสิญจน์เส้นเล็ก ๆ ผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวเป็นการรับขวัญ
7.พิธีร่วมทำบุญตักบาตรของคู่บ่าวสาว
ธรรมเนียมไทยนั้น เมื่อทำพิธีหรืองานมงคลใดๆ ก็ตามย่อมต้องมีการทำบุญสร้างกุศลมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับพิธีร่วมกันทำบุญตักบาตรของคู่บ่าวสาวนั้น นิยมกระทำกันหลังจากทำพิธีรับไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คือเจ้าภาพจะนิมนต์พระมาสวดเจริญพุทธมนต์และรับอาหารบิณฑบาต พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์หรืออาสนสงฆ์ จัดให้อยู่ทางซ้ายของโต๊ะบูชา หรือโต๊ะหมู่บูชาและจัดให้พอกับจำนวนพระสงฆ์ที่นิมนต์ ซึ่งแต่ก่อนนิยมนิมนต์เป็นคู่เช่น 4 องค์ 8 องค์ ปัจจุบันนิยม 9 องค์ เพราะคนไทยเชื่อถือเกี่ยวกับเลข 9 ว่าเป็นเลขมงคล หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า โดยนับพระประธานด้วยเป็น 10 องค์ครบคู่พอดีโต๊ะบูชาหรือโต๊ะหมู่บูชา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและเครื่องสักการะ ควรตั้งให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก หรือทิศใต้ แต่ถ้ากล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ถือเรื่องโชคลางจะหันหน้าไปทางทิศไหนก็ได้สุดแต่สะดวก ในการทำพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ทั่วไปนั้น เจ้าภาพจะทำหน้าที่จุดธูปเทียนบูชาพระ แต่ในงานมงคลสมรสมักนิยมให้คู่บ่าวสาว เพราะถือว่าเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในงาน
8. พิธีทำบุญสืบชะตา
การสืบชะตาของคู่บ่าวสาวนั้นเป็นเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทางล้านนามีความเชื่อว่า จะเป็นการดีเพื่อให้คู่บ่าวสาวมีชาตะที่ด ียืนยาวและมีความสุขต่อไป ก่อนที่จะทำการสืบชะตา เจ้าภาพจะต้องจัดเตรียมเครื่องพิธีกรรม หรือเครื่องบูชาต่างๆไว้ โดยนำเครื่องพิธีกรรมมารวมกันตั้งไว้ตรงกลางที่ทำพิธี ทำเป็นกระโจมไม้ 3 ขา หรือทำเป็นสามสุ่มแบบปืน 3 กระบอกพิงกันหรือแบบขาหยั่ง ให้กว้างพอที่บ่าวสาวเข้ามานั่งตรงกลางได้ ใช้ด้ายสายสิญจน์โยงศีรษะติดกับ ขากระโจมทั้ง 3 ขา เอาเงื่อนไปไว้ที่ตรงน้ำพระพุทธมนต์หน้าพระพุทธรูป นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 7 , 9 รูป และทำบุญถวายสังฆทาน ถวายเพล พร้อมกันทีเดียว
9. พิธีฮ้องขวัญ โดยปู่อาจารย์ (ฝ่ายเจ้าสาวเชิญปู่อาจารย์เรียกขวัญที่ทางครอบครัวเคารพนับถือเป็นผู้ทำพิธี)
คู่บ่าวสาวเข้าประจำโต๊ะพิธีการ หรือ จุดพิธีการ ปู่อาจารย์เริ่มพิธีฮ้องขวัญ โดยสวมมาลัย แล้วสวมมงคลคู่ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว พิธีเรียกขวัญนั้นกระทำเพื่อเตือนคู่บ่าวสาว ตั้งสติ มีสมาธิ รับรู้งานพิธีสำคัญ ที่จะทำให้ชีวิตของคนสองคนผูกพันเป็นสามีภรรยา โดยมีแขกเหรื่อมาร่วมทำพิธี เป็นสักขีพยานและอวยพรให้ชีวิตคู่ยั่งยืน มีความสุข ผู้ที่ทำการเรียกขวัญ จะท่องคำล้านนาเป็นภาษาท้องถิ่นในทำนองโบราณ หลังจากที่ปู่อาจารย์ทำการเรียกขวัญเสร็จ แขกเหรื่อที่มาร่วมในงานจะอวยพร ให้กับคู่บ่าวสาวโดยการผูกด้ายสายสิญจน์
(อุปกรณ์ – จุดทำพิธีเรียกขวัญ, พานด้ายผูกข้อมือ, มงคลคู่, มาลัย, ด้ายสายสิญจน์, บายศรี, แป้งเจิม)
10. พิธีผูกข้อมือ
- ปู่อาจารย์เป็นผู้ผูกคนแรก แล้วตามด้วยผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายเคารพนับถือ
- แขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ ผูกข้อมือให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วพักผ่อนรับประทานอาหารตามอัธยาศัย
- พิธีส่งตัวบ่าวสาวบนห้องหอ (เป็นการภายในเฉพาะญาติผู้ใหญ่และครอบครัว) สำหรับพิธีส่งตัวแบบล้านนาปู่อารย์จะทำการผูกสายสิญจ์เข้ากับมือของคู่บ่าว สาว หรือผูกกับด้ายมงคล แล้วให้คู่มงคลทำการจูงเข้าห้องหอพร้อมกับญาติพี่น้อง
- บ่าวสาวลงมาทักทายแขกเหรื่อตามอัธยาศัย
 
  53. งานพืชสวนโลก 2554

                          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเห็นชอบในการเสนอขอเป็น เจ้าภาพจัดงาน
มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ระดับA2/B1 ต่อสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ
(International Asssociation of Horticultural Producers:AIPH) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้เสนอโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ต่อคณธรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระ เกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 (The International Horticultural Exposition: Royal Flora Ratchaphruek 2011) ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชืยงใหม่ พื้นที่รวมประมาณ 470 ไร่ มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ถึง 14 มีนาคม 2555
การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงศักยภาพให้นานาประเทศได้ทราบถึงความสามารถของคนไทยด้านการเกษตร
รวมถึงเป็นการเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีด้านพืชสวนให้แก่เกษตรกร นักวิชาการ เยาวชน และประชาชนทั่วไป ซึ่ง
จะส่งเสริมให้เกิดวิสัยทัศน์และแนวคิดในการพัฒนาวิชาชีพพืชสวนให้ก้าวหน้า ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางการ
พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบูรณาการด้านพืชสวน
ระหว่างประเทศต่อไป อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ทั้งภายใน
ประเทศและระหว่างประเทศ อันนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งธุรกิจด้านการนำเข้าส่งออกผลิตผลการเกษตร
ธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจบริการด้านต่างๆ
                    สถานที่จัดงานพืชสวนโลกได้ถูกอนุรักษ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
 
54. วัดศรีสุพรรณ

                      วัดศรีสุพรรณ ตั้งอยู่ที่ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมือง สร้างขี้นเมือพุทธศักราช 2043 รัฐสมัยของพระเจ้าเมืองแก้ว กษัตริย์ในราชวงค์มังราย และทำการผูก พันธสีมาพระอุโบสถ พุทธศักราช 2052 ใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมของคณะสงฆ์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปาฏิหารย์ (พระเจ้า 500 ปี) ของวัดศรีสุพรรณมาโดยตลอด และอุโบสถหลังนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมลงจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม และจะได้มีการสร้างอุโบสถใหม่เป็นอุโบสถเงิน

    ในการสร้างอุโบสถเงินครั้งนี้ ได้ดำเนินการในเขตพันธสีมาและฐานเดิม แต่จะเพิ่มเติมในส่วนของรูปทรงให้เป็นแบบ สถาปัตยกรรมล้านนาโบราณ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน และประดับตกแต่งลวดลายทุกส่วนด้วยอลูมิเนียมและเงิน สลักลวดลายภาพ สามมิติ เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศิลป์ปริศนาธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ของวัดและชุมชน ตลอดถึงวิธีการ ขั้น ตอนลวดลาย ประจำตระกูลช่างเครื่องเงินของบ้านศรีสุพรรณ โดยช่าง (สล่า ) เครื่องเงินของบ้านศรีสุพรรณ ซึ่งนอกจากจะเป็นการ สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการทำเครื่องเงินไว้เป็นมรดกสืบทอดไปสู่อนุชนรุ่นหลังให้ ยั่งยืนต่อไป ดังนั้นทางวัดจึงได้จะทำโครงการสร้างอุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณนี้ขึ้นโดยมีปณิธานว่าจะร่วมสร้างสรรค์ ส่งเสริม สนับสนุน ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างศิลป์เป็นอนุสรณ์แก่แผ่นดินถิ่นล้านนา และถวายไว้ในบวรพระพุทธศานาสืบต่อไป
 
55. สามล้อถีบ

          ผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์สามล้อไทยขึ้น ก็คือ  นายเลื่อน  พงษ์โสภณ
          ตลอดระยะเวลาที่รถสองล้อแพร่หลายอยู่ทั่วไปนั้น  นักประดิษฐ์หนุ่มผู้นี้  เฝ้ามองดูที่จะหาทางเพิ่มเติมล้อลงไปอีกล้อหนึ่ง  แล้วทำกระบะสำหรับนั่งหรือบรรทุกสิ่งของเพิ่มขึ้น  ในที่สุด  นายเลื่อน  พงษ์โสภณ  ก็ประดิษฐ์สามล้อไทยคันแรกขึ้นสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2476 นี่เอง รถสามล้อที่นายเลื่อนคิดทำขึ้นครั้งไม่ได้มีลักษณะเหมือนรถสามล้อในทุกวันนี้ ซึ่งมีล้อหลังสองล้อ และล้อหน้าอยู่ตรงกลางอีกหนึ่งล้อ แต่ทว่าใช้รถจักรยานสองล้อนี่แหละ ไปเพิ่มล้อทางด้านขวาอีกหนึ่งล้อ ขนานกับล้อหลัง  แล้วใส่กระบะสำหรับนั่งหรือโดยสารเข้าไปทางด้านซ้าย   ด้วยลักษณะนี้ รถสามล้อคันแรกจึงเหมือนกับรถสามล้อพ่วงข้าง ที่ยังมีใช้อยู่ทางภาคใต้ของเราในทุกวันนี้นั่นเอง (เช่นที่จังหวัดสงขลา)สามล้อไทยคันแรกเมื่อปี พ.ศ. 2476นับว่าเป็นของใหม่เอี่ยมของกรุงเทพฯ ตามปรกตินั้น เมื่อทำขึ้นมาแล้ว ก่อนที่จะออกวิ่งรับส่งผู้โดยสารหรือขนส่งสิ่งของ  ก็ย่อมจะต้องนำไปขอจดทะเบียนกับตำรวจเสียก่อน  แต่ก็ปรากฏว่า รถสามล้อเป็นของใหม่  ไม่เคยมีมาก่อนจึงยงไม่มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับรถสามล้อ  กว่าจะจดทะเบียนได้ก็วุ่นวายกันน่าดูทีเดียว  จนในที่สุด เจ้าหน้าที่อนุโลมให้ใช้พระราชบัญญัติล้อเลื่อน ปี พ.ศ. 2460  จึงสามารถจดทะเบียนรถสามล้อไทยได้
          ครั้นต่อมา  เมื่อรถสามล้อได้รับความนิยมแพร่หลายนั้น  ก็ปรากฏว่าทางราชการต้องออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับสามล้อ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม  พ.ศ. 2479 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติล้อเลื่อน ปี พ.ศ. 2478 รายละเอียดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับสามล้อนี้ มีอยู่ 7 ข้อด้วยกันคือ
1.     มีที่นั่งสำหรับผู้ขับขี่นั่งอยู่ตอนหน้าผู้โดยสารนั่งอยู่ตอนหลัง
2.    ตัวรถสำหรับผู้โดยสารนั่งมีรูปเป็นตัวถัง
3.    มีประทุนกันฝนและแดดสำหรับผู้โดยสาร
4.    ระยะห่างระหว่างล้อหลัง ไม่น้อยกว่า 1 เมตร และไม่เกิน 1.10 เมตร
5.    น้ำหนักรถไม่เกิน 80 กิโลกรัม
6.    มีโคมไฟไม่น้อยกว่าข้างละ 1 ดวง โดยใช้กระจกสีขาวด้านหน้า สีแดงด้านหลัง ติดไว้ให้เห็นส่วนกว้างของตัวถังรถ  โดยให้เห็นแสงไฟทั้งจากข้างหน้าและข้างหลัง
7.    มีห้ามล้อที่ใช้การได้ดีไม่น้อยกว่า 2 อัน
ที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือลักษณะของรถสามล้อ ตามที่กฎกระทรวงบังคับไว้แน่ชัด  นอกจากนี้แล้ว  ในกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน  ยังกล่าวถึงการใช้รถสามล้อเป็นพาหนะในการขนส่งผู้โดยสารไว้ชัดแจ้งว่าสามล้อรุ่นแรก ไม่มีประทุนกันแดดกันฝน  ผู้โดยสารที่ขึ้นไปนั่ง  จะต้องกางร่วมกันแดดหรือกันฝนกันเอง  ก็เหมือนกับรถสามล้อพ่วงข้างปักษ์ใต้ในทุกวันนี้นั้นแหละ  ต่อมานายเลื่อน  พงษ์โสภณ  ก็ได้พยายามดัดแปลงรูปร่าง
ลักษณะของรถสามล้อไทย  จนกระทั่งรถสามล้อไทย มีลักษณะสวยงามเหมือนรถสามล้อในปัจจุบันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ สำหรับนายเลื่อน  พงษ์โสภณ และคนไทยทั่วไป  ที่รถสามล้อไทยแพร่หลายไปทั่วประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มลายู ปีนัง สิงคโปร์ เขมร  ด้วยสามล้อเป็นพาหนะที่ไปไหนมาไหนได้สะดวกยิ่งนัก      รถสามล้อที่แพร่หลายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ  เหล่านี้  ก็มีรูปร่างลักษณะแปลกกันออกไป  อย่างเช่นรถสามล้อเมืองเขมร ที่เรียกว่า ละเมาะนั้น ก็ใช้รถสองล้อธรรมนี่แหละ เกี่ยวกับกระบะใหญ่ทางด้านหลัง นั่งกันทีหนึ่งหลายคนบรรทุกของก็ได้มาก  ส่วนรถสามล้อปีนังนั้น แทนที่จะเอาคนขี่ไว้ข้างหน้า ก็กลับให้โดยสารนั่งหน้า แล้วคนขี่อยู่ด้านหลัง  เวลานั่ง รถสามล้อปีนัง  จึงน่าหวาดเสียวมาก  เพราะถ้าหากว่าเกิดไปชนกับรถยนต์เข้า  ผู้โดยสารนั่นแหละมีหวังตายก่อน  คนขี่อาจจะกระโดดหนีเสียทัน  ซึ่งผิดกับรถสามล้อในบ้านเรา ที่คนขี่อยู่ด้านหน้า ชนอะไรเข้า คนขี่เป็นถูกก่อนแน่นอน
รถสามล้อแบบที่ไม่เปลี่ยนไปจากของเดิมมากนัก ก็เห็นจะเป็นรถสามล้อพ่วงข้างที่ใช้กันอยู่ในภาคใต้ ที่หัวหินนี่ก็มีแล้วพอเลยไปถึงชุมพร  สงขลา  ภูเก็ตยิ่งมีมากทั่วไป  และรู้สึกว่าชาวภาคใต้ จะนิยมนั่งรถสามล้อพ่วงข้างมากกว่ารถสามล้อธรรมดา  เพราะความเคยชิน  และอีกประการหนึ่งอาจจะรู้สึกสบาย ด้วยไม่ต้องถูกคนขี่บังหน้าอยู่ตลอดเวลา  ก็อาจจะเป็นได้  สามล้อในภาคใต้ทั่วไป จึงเป็นสามล้อพ่วงข้างเกือบหมด  มีสามล้อแบบภาคอื่น ๆ  อยู่บ้าง  ก็ทำมาหากินสู้สามล้อพ่วงข้างไม่ได้

 

หน้า 1 2



ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่ 2
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงราย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำพูน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำปาง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในปาย แม่ฮ่องสอน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพะเยา
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพิษณุโลก สุโขทัย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในตาก
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอิสาน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสมุย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงตุง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในย่างกุ้ง อินเล พุกาม มัณฑะเลย์
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลาว
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเสียมเรียบ
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนาม
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลี
แผนที่นิมมาน
แผนที่ภาคเหนือ article
ปายฟ้า ปายฝัน
บ้านต้นไม้
ร้านอาหารจังหวัดเชียงใหม่ article
ปายบ้านไทย
บ้านสันติชล
บ้านชนเผ่า
Pai River Mountain Resort
บ้านสกุลพิชญ์
ริมน้ำกลางดอย รีสอร์ท
Phu Pai Art Resort
ริมจันทร์รีสอร์ท
ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่
พระพุทธรูปยิ้มได้ วัดอุโมงค์เถระจันทร์ article
วัดพระธาตุดอยสุเทพ article
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ article
ปางช้างแม่สา article
กะเหรี่ยงคอยาว
พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง article
ชาวเขาเผ่าต่างๆ article
สันกำแพง article
สามเหลี่ยมทองคำ article
แม่สาย article
ดอยแม่สะลอง article
ดอยผ้าห่มปก article
ดอยอ่างขาง article
เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี article