bulletEnglish website
dot
ทัวร์ภาคเหนือ
dot
bulletทัวร์เชียงใหม่
bulletทัวร์เชียงราย
bulletทัวร์ปาย แม่ฮ่องสอน
bulletทัวร์ลำปาง
bulletทัวร์พะเยา
bulletทัวร์ตาก
dot
ทัวร์ภาคใต้
dot
bulletทัวร์ภูเก็ต กระบี่ พังงา
bulletทัวร์หัวหิน ชะอำ
dot
ทัวร์ตะวันออก
dot
bulletทัวร์ชลบุรี
dot
ทัวร์อิสาน
dot
bulletทัวร์เลย
dot
ทัวร์ต่างประเทศ
dot
bulletทัวร์ลาว
bulletทัวร์พม่า
bulletทัวร์จีน


เดสทินี่ ทราเวล เซอร์วิส


ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงราย

 

1. ถ้ำพระ เชียงราย

             โบราณสถานถ้ำพระ ตั้งอยู่บริเวณ หมู่ 5 บ้านป่าอ้อ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย (อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงราย ประมาณ 6 กม.) อยู่ริมแม่น้ำกกตรงข้ามกับหาดเชียงราย ลักษณะเป็นภูเขาหินลูกเดียว สูงประมาณ 800 เมตร ถ้านั่งเรือผ่านสามารถมองเห็นทัศนียภาพบริเวณโดยรอบภายนอกถ้ำ ภายในถ้ำพระมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระประธาน และยังมีพระพุทธรูปบูชาอีกหลายองค์ นอกจากนี้ในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม และมีค้างคาวอยู่จำนวนมาก นอกจากถ้ำพระแล้วภายในภูเขาหินลูกนี้ ยังมีถ้ำอื่น ๆ อีก คือ ถ้ำช้างล้วง ถ้ำลม และถ้ำหวาย

 นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชมให้ทั่วถึงทั้ง 3 ถ้ำ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม นอกจากนี้โบราณสถานถ้ำพระยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 7 เคยเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2469 อีกด้วย
 
  2. เชียงแสน

             อำเภอเชียงแสน  เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ มีซากโบราณสถานของเมืองเชียงแสนเก่าอยู่ในบริเวณตัวอำเภอ ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวและท่าเรือขนส่งสินค้าที่สำคัญในภาคเหนือ นอกจากนี้เชียงแสนมีพื้นที่ซึ่งเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ ในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อันเป็นบริเวณที่บรรจบกันของชายแดนสามประเทศ คือไทย ลาว และพม่า
อำเภอเชียงแสนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
•    ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่สาย รัฐฉาน (ประเทศพม่า) และแขวงบ่อแก้ว (ประเทศลาว)
•    ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบ่อแก้ว (ประเทศลาว) และอำเภอเชียงของ
•    ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภเชียงของ อำเภอดอยหลวงและอำเภอแม่จัน
•    ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่จันและอำเภอแม่สาย
•    อาณาจักรเมืองเชียงแสน

เมืองประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างอดีตกับปัจจุบันในเขตจังหวัดเชียงรายที่สำคัญ ได้แก่ เมืองเชียงแสน เนื่องจากมีประวัติความเป็นมาค่อนข้างชัดเจน และยังปรากฏร่องรอยโบราณวัตถุโบราณสถานหลายแห่ง จากหลักฐานโบราณคดีสันนิษฐานว่า การสร้างเมืองคงเริ่มขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ตามที่ระบุไว้ในชุนกาลมาลีปกรณ์ และพงศาวดารโยนก เพราะศักราชดังกล่าวใกล้เคียงกันใกล้เคียงกันมาก รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาสัมพันธ์กับรูปแบบ อายุสมัยของของโบราณวัตถุสมัยประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นทั้งในและนอกตัวเมืองซึ่งมีอายุหลังกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลงมาทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ชื่อเมืองเชียงแสนยังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุม ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๔ กล่าวถึงอาณาเขตของพ่อขุนศรีนาวนำถมว่า … เบื้องตะวันตกเถิงละพูนเบื้องพายัพเถิงเชียงแสน พยาว… ลาว… หากข้อความที่กล่าวถึงนี้เป็นจริงเมืองเชียงแสนน่าจะสร้างขึ้นต้นแต่ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นว่าสุโขทัยไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองปกครองขึ้นไปถึงหัวเมืองฝ่ายเหนือที้งสามเมืองตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว แคว้นหริภุญไชย ( ลำพูน) แคว้นโยนก ( หิรัญนครเงินยาง) และแคว้นพะเยา ต่างเป็นอิสระต่อกันมิได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้หนึ่งผู้ใด และการสุดท้ายจารึกนี้นี้สร้างโดยพระมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนี ระหว่างปี พ. ศ. ๑๘๘๔– ๑๙๑๐ ข้อความส่วนใหญ่ เป็นการยกย่องบรรพบุรุษของตนแลเคุณความดีที่ตนได้กระทำไว้ช่วงเวลาที่สร้างจารึกน่าจะหลังจากการสร้างเมืองเชียงแสน ๑๓– ๑๔ ปี อนึ่ง สถานะของเมืองเชียงแสนในขณะนั้นเปรียบได้กับเมืองหลวงของแคว้นล้านนา จนสิ้นพระชนม์ เมืองเยงแสนย่อมเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป พระมาหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีอาจอ้างเอาเมืองเชียงแสนเป็นอาณาจักรของสุโขทัยในสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถมเพื่อเสริมสร้างฐานะของบรรพบุรุษ ซึ่งในสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถมครองสุโขทัยเมืองเชียงแสนยังมิได้สร้าง

เชียงแสนเป็ฯเมืองโบราณที่สำคัญยิ่วเมืองหนึ่วทางประวัติศาสตรของอาณาจักรล้านนา ในบริเวณภาคเหนือตอนบนตลอดระยะเวลาร่วม ๕๐๐ ปี นับแต่พระเจ้าแสนภูพระราชนัดดาชองพญามังรายทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่มั่นใจการควบคุมดูแลหัวเมืองต่าง ๆ ในเขตโบนกมาตั้งแต่เมื่อปี พ. ศ. ๑๘๗๑ เป็นต้นมา

พระเจ้าแสนภูปกครองเมืองเชียงแสนอยู่ถึง พ. ศ. ๑๘๗๘ ในชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า พระองค์ทรงสร้างวังขึ้นที่บริเวณหัวเกาะดอนแท่น ถึง พ. ศ. ๑๘๗๘ จึงเสด็จทิวงคตที่บนเกาะดอนแท่น พระบรม..พตั้งไว้ที่วังบนเกาะดอนแท่น แล้วบรรดาอำมาตย์เมืองเชียงแสนเชิญเสด็จพระเจ้าคำฟูผู้ครองเมืองเชียงใหม่ มาครองเมืองเชียงแสน พระเจ้าคำฟูจึงยกราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ให้ทาวผายูราชโอรสปกครอง แล้วจึงเสด็จมาครองเมืองเชียงแสน อัญเชิญพระบรม..พพระเจ้าแสนภูไปประดิษฐานไว้ที่เมืองเก่าเหนือปากแม่น้ำกก โดยให้ขุดหลุมใหญ่แล้วสร้างปราสาทครอบหลุมนั้น

อาณาเขตของเมืองเชียงแสนในระเริ่มนั้น ในพงศาวดารโยนกกล่าวว่ามีพื้นทึ่ครอบคลุมบริเวณที่ราบลุ่มเชียงแสนทั้งหมด รวมเรียกว่า แคว้นเชียงแสนเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองกายสามท้าว ทิศใต้ติดกับเมืองเชียงรายที่ตำบลแม่เติม ทิศตะวันออกถึงตำบลเชียงชี ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับชายแดนฮ่อที่ตำบลหลวงพ่อแร่ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับเมืองฝางที่กิ่วคอสุนัข หรือกิ่วสะโต การปกครองในระยะแรกแบ่งการปกครองเป็นแขวงและพันนา รวมทั้งหมด ๖๕ พันนา

ครั้นถึง พ. ศ. ๑๘๘๓ พระเจ้าคำฟูได้ชักชวนพระยากาวน่านให้ร่วมมือกันติเมืองพะเยา กองทัพพระเจ้าคำฟูเข้าเมืองพะเยาได้ก่อนจึงเอาทรัพย์สินในในเมืองไปหมด พระยากาวน่านจึงยกทัพมาตีทัพพระเจ้าฟู พระเจาคำฟูต้องล่าทัพกลับเมืองเชียงแสน พระยากาวน่านจึงยกไปติเมืองฝางไว้ได้อีกเมืองหนึ่ง พระเจ้าคำฟูยกทัพใหญ่ไปตีพระยากาวน่านที่เมืองฝางพระยากาวน่านล่าทัพกลับเมืองน่าน

พ. ศ. ๑๘๘๓ พระเจ้าคำฟูยกทัพไปติเมืองแพร่ แต่ไม่สำเร็จจึงลากทัพกลับมาทางเมืองลำปาง มาประทับทีเมืองเชียงใหม่ พ. ศ. ๑๘๙๙ เสด็จไปเยี่ยมพระสหายชื่อวัวหงที่เมืองเชียงคำ ได้ลอบเป็นชู้กับเมียของงัวหง อยู่ต่อมาได้เจ็ดวันพระคำฟูถูกเงือกคาบไปสิ้นพระชนม์ เสนาอำมาตย์เชิญพระ..พกลับเมืองเชียงแสน แล้วจึงทูลเชิญเสด็จพระเจ้าผายูมาจัดการพระรม..พพระเจ้าคำฟู นำไปบรรจุไว้ที่วัดพระสิงห์เมืองเชียงใหม่ ส่วนเมืองเชียงแสนให้ท้าวกือนาพระราชบุตรครองต่อมา

พ. ศ. ๑๙๑๐ พระเจ้าผายูสวรรคต ท้าวกือนาเสด็จมาครองเมืองเชียงใหม่ โปรดฯให้ท้าวมหาพรหม พระอนุชาครองเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน และเมืองฝาง ท้าวมหาพรหมก็เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงแสน พ. ศ. ๑๙๑๓ ฮ่อมาท้ายิงธนู ที่เมืองเชียงแสน ลูกขุนหมายนาผู้หนึ่งสามารถเอาชนะฮ่อได้ ท้าวมหาพรหมจึงทูลต่อพระเชษฐาให้ตั้งลูกขุนหมายนาผู้นั้น เป็นพระยาศรีสิทธิมหาชัยสงคราม กินเมืองเชียงแสน ส่วนท้าวมหาพรหมไปครองเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสนเป็นเมืองเชียงแสนเป็นเมืองที่มีความสำคัญความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในชั้นแรก เมื่อพม่าเข้ามาปกครองอาณาจักรล้านนา ก็ได้จัดส่งเจ้านายหรือขุนนางมาคอยกำกับ

ดูแลเมืองเชียงแสนตลาดเวลา เพราะที่ตั้งเมืองเชียงแสนที่ภูมิประเทศที่เหมาะแก่การตั้งมั่นทำสงครามกับอยุธยา อึกทั้งการส่งกำลังบำรุงมายังทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ก็ทำได้ง่าย

ต่อมาในช่วงกรุงธรบุรี เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองอื่น ๆ ทางภาคเหนือได้พากันแข็งเมืองต่อต้านพม่า พระเจ้าการวิละและพระยาจ่าบ้าน ( วิเชียรปราการ) ได้รับลกลังสนับสนุนจากกรุงธนบุรีเข้าตีเมืองเชียงใหม่แตกใน พ. ศ. ๒๓๑๗ โป่มะยุงง่วนแม่ทัพพม่า ได้ออกมาตั้งมั่นที่เมืองเชียงแสน และพยายามตีเมืองเชียงใหม่อยู่เสมอแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

พ. ศ. ๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์, พระยายมราช ยกกองทัพร่วมกับเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองคนคลำปาง และเจ้าเมืองนครน่าน ยกทัพมาปิดล้อมเมืองเชียงแสนเป็นเวลา ๕ เดือน จึงเข้าตีเมืองได้สำเร็จ เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่จึงสั่งให้รื้อกำแพงเมืองและเผาบ้านเรือนแสีย เพื่อไม่ให้เป็นที่มั่นของพม่าอีก กับสิ่งให้กวาดต้อนผู้คนประมาณ ๒๓, ๐๐๐ ครัวเรือน แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน แยกไปไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ได้แก่ เวียงจันทน์ ลำปาง เชียงใหม่ และน่าน ส่วนที่เหลือให้กวาดต้อนลงมากรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ตำบลเสาให้จังหวัดสรรบุรี และที่ตำบลคุบัว จังหวัดราชบุรี จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ. ศ. ๒๓๕๒ พวกเงี้ยวได้เข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่บ้านสายเมือง ( แม่สาย) ในเขตเมืองเชียงแสน พระเจ้าเมืองเชียงใหม่ ( เจ้ากาวิละ) จึงให้เจ้าอินตะศิริคุมพล ๑๐๐ คนเศษยกไปปราบได้เชลยเงี้ยวมาเป็นจำนวนมาก

ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในพ. ศ. ๒๔๑๒ ทางเชียงใหม่ได้แจ้งข้อราชการไปยังกรุงเทพฯ ว่ามีพวกพม่า ไทลื้อและไทเขิน จากเมืองเชียงตุงอพยพ ครอบครัวชายหญิงประมาณ ๓๘๐ คน รวม ๓๓๓ ครัวเรือน มาตั้งบ้านเรือนในเมืองเชียงแสน และตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของไทย ดังนั้น ใน พ. ศ. ๒๔๑๗ เจ้าอินทวิช- ยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ปรึกษากับพระนรินทรเสนีข้าหลวงให้เกณฑ์ชาวเมืองเชียงใหม่ ๑, ๐๐๐ คน มีพระยาอุตรกาลโกศลเป็นผู้นำ มีนายเทพวังและนายหน่อเมืองเป็นแม่ทัพ ยกทัพไปสมทบกับทัพเมืองลำพูนที่มีกำลัง ๕๐๐ คน มีนายมหายศเป็นแม่ทัพ และทัพเมืองลำปางที่มีกำลังพล ๑, ๕๐๐ คน มีเจ้าราชบุตรกับนายสุริยะเป็นแม่ทัพรวมพลได้ ๒, ๕๐๐ คน ทั้งสามทัพร่วมกันขับไล่พวกพม่า ไทลื้อ ไทเขิน ออกจากเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ เป็นเหตุให้เมืองเชียงแสนถูกทิ้งร้างไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ต่อมาใน พ. ศ. ๒๔๒๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นายอินต๊ะ ( บุตรเจ้าบุญมา เจ้าผู้ครองนครลำพูน) นำชาวลำพูนประมาณ ๑, ๕๐๐ ครัวเรือนไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน แต่ถูกชาวเชียงตุงยกทัพมาขับไล่ เจ้าอินต๊ะจึงต้องนำผู้คนไปอยู่ที่เมืองจนถึง พ. ศ. ๒๔๒๒ เมืองเชียงใหม่ส่งนายน้อยอุตมะกับพระยาค้าวไปเจรจากับเมืองเชียงตุง เจ้าอินต๊ะ จึงนำไพร่พลกลับมาอยู่ที่เมืองเชียงแสนอีกครั้งหนึ่ง

เจ้าอินต๊ะในพ. ศ. ๒๔๒๕ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระยาราชเดชดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครเชียงแสน ปกครองเมืองเชียงแสนอยู่จนถึงแก่กรรมในปี พ. ศ. ๒๔๔๐ ทางราชการไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นเจ้าเมืองแทน คงมีนายน้อยไชยวงศ์ นายคำตัน นายต้อยหลวง นายน้อยเลาแก้ว และพระยาราชบุตร( คำหมื่น) ปกครองเมืองอยู่

พ. ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นายน้อย ไชยวงศ์ เป็นที่พระยาราชเดชดำรงค์ ให้นายน้อยคำตันเป็นพระยาอุปราช ให้นายต้อยหลวง เป็นที่พระยาบุรีรัตน์ นายน้อยเลาแก้วเป็นพระยาราชวงศ์ และนายคำหมื่นเป็นพระยาราชบุตร ช่วยกันปกครองเมืองเชียงแสน ในระยะนี้มีโจรกลุ่มของพระยาศรีสองเมือง กับสล่าทวี สล่าทุ เมืองอ๊อต พวกเงี้ยวยกกลุ่มโจรเงี้ยวหนีมาจากเมืองแพร่มาปล้นเมืองเชียงแสน แต่พระยาราชเดชดำรงค์และญาติพี่น้องพาไพร่พลออกมาขับไล่อยู่หลายครั้ง จนปี พ. ศ. ๒๔๔๓ เวลากลางคืน พวกโจรเงี้ยวได้ลอบโจมตีคนในเมืองโดยไม่รู้ตัวและวางเพลิงที่ว่าการแขวงและบ้านเรือนราษฎร พวกเจ้าเมืองและชาวบ้านต้องหลบหนีเอาตัวรอดเพราะพวกเงี้ยวมีจำนวนมากกว่า พวกเงี้ยวยกไปปล้นเมืองเชียงราย ต่อมาทางราชการจึงให้กองทหารมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน

พ. ศ. ๒๔๔๔ สล่าทุเมืองอ๊อต และสล่าป๊อกพาพวกเงี้ยวมาปล้นเมืองเชียงแสนอีก แต่ตัวหัวหน้าถูกยิงตาย พวกเงี้ยวที่เหลือถูกขับไล่ไปหมด หลังจากนั้นพวกโจรผู้ร้ายก็ลดลง พระยาราชเดชดำรงค์ ( น้อย ไชยวงศ์) ปกครองเมืองเชียงแสนจนถึงแก่กรรม ในพ. ศ. ๒๔๕๓ และในพ. ศ. ๒๔๕๓ นั่นเอง ทางราชการได้จัดการปกครองขึ้นใหม่ เรียกว่า การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล มีเจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์เป็นรัฐมนตรี และองคมนตรีประจำมณฑลภาคพายัพ พระภักดีณรงค์เป็นข้าหลวงเมืองเชียงราย หรือผู้ว่าราชการเมืองเชียงราย โดยเชียงแสนมีฐานะเป็นแขวง( อำเภอ) และมีนายแขวงปกครองต่อมา

พ. ศ. ๒๔๘๒ ทางราชการเปลี่ยนชื่ออำเภอเชียงแสนเป็นแม่จัน และย้ายที่ทำการไปอยู่ที่แม่จันห่างจากที่ว่าการอำเภอเดิมประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ตำบลที่ตั้งที่ว่าการอำเภอนี้เรียกว่าเชียงแสนใหม่ หรือเชียงแสนแม่จัน ส่วนเมืองเชียงแสนนั้นมีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ ต่อมาในปี พ. ศ. ๒๕๐๐ จึงยกฐานะเป็นอำเภอเชียงแสน และรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูบูรณะอำเภอเชียงแสนขึ้น โดยมอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการฟื้นฟูบูรณะและอนุรักษ์โบราณสถานที่สำคัญในเมืองเชียงแสน ตั้งแต่พ. ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา

ปัจจุบันร่องรอยของโบราณสถานในอำเภอเชียงแสนที่หลงเหลือให้เห็น มักเป็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างในพุทธศาสนา ได้แก่ พระเจดีย์ และพระวิหาร ซึ่งส่วนใหญ่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และมีวัดอยู่ทั้งสิ้น ๑๔๐ วัด แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่วัดในเมือง ๗๖ วัด และวัดนอกเมือง ๖๕ วัด การเรียกชื่อวัดต่าง ๆ ได้ยึดถือจากตำแหน่งที่ระบุไว้ในพงศาวดารล้านนาซึ่งเขียนขึ้นภายหลัง
 
  3. กะเหรี่ยงคอยาวเชียงราย

                          บ้านป่าอ้อ (5 ชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาว) อีกหนึ่งชุมชนท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของตำบลนางแล (บ้านป่าอ้อ) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยบ้านป่าอ้อเริ่มก่อตั้งประมาณ 20 ปีที่แล้ว โดยในระยะแรกชุมชนมีการจัดทำโครงการเกษตรแบบยั่งยืน คือ การปลูกผัก เลี้ยงวัวควาย  ซึ่งต่อมาได้ชักจูงชาวเขาเผ่าต่างๆ มาทำงาน และปลูกบ้านของแต่ละชนเผ่ารวมกัน 5 เผ่า คือ อาข่า เย้า ลาหู่ ปะหล่อง กะเหรี่ยงคอยาว แต่ละชุมชนดำเนินวิถีชีวิตของแต่ละเผ่า มีวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละเผ่า แต่ละชนเผ่าจะนับถือบรรพบุรุษตนเอง นับถือศาสนาพุทธและคริสต์ ต่อมาได้พัฒนาหมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมหมู่บ้านชาวเขา

     นอกจากนี้แล้ว ชุมชนมีการประกอบอาชีพหลักคือการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำการฝีมือเย็บปักถักร้อย ทอผ้า เพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้เสริมสำหรับชุมชน
ชาวปาต่อง หรือปาดอง เป็นชื่อเรียกตามภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า “ผู้สวมทองเหลือง” และยังเรียกว่ากะเหรี่ยงคอยาว เป็นกะเหรี่ยงกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่ง ชาวป่าต่องกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่เหนือแม่น้ำสาละวินในรัฐคะยา ประเทศสหภาพพม่า ใกล้ชายแดนไทยตอนเหนือ ปาต่องที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ได้เข้ามาเมื่อราว พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๒๙ มาอยู่ที่หมู่บ้านน้ำเพียงดิน อำเภอเมืองและขยายไปที่บ้านในสอย และที่บ้านห้วยเสือเฒ่า เขตอำเภอเมือง
วิถีชีวิต
ชาวปาต่อง เป็นชนเผ่าที่รักความสงบ ทำงานหนัก ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ปลูกข้าวแบบหมุนเวียน ขุดหน่อไม้และเก็บของป่า ทุกบ้านจะมีการเลี้ยงสัตว์ หมู ไก่ ชาวปาต่องบางส่วนนับถือศาสนาพุทธ ไม่มีการเผาศพ จะฝังที่สุสานของครอบครัว การปกครองมีหัวหน้าหมู่บ้านและสภาผู้อาวุโส ร่วมกันดูแลหมู่บ้าน ควบคุมให้อยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม หากทำความผิดจะมีการชำระความต่อหน้าฝูงชน อีกบางส่วนซึ่งเป็นส่วนใหญ่จะนับถือคริสต์ศาสนา ลักษณะสำคัญคือผู้หญิงสวมห่วงคอทองเหลืองเมื่ออายุได้ ๕-๘ ปี และเพิ่มขึ้นทุก ๔ ปี ต่อครั้ง จนอายุได้ ๔๕ ปี รวม ๙ ครั้ง การสวมห่วงเป็นไปตามความเชื่อเพื่ออยู่ร่วมเผ่าพันธุ์ หากไม่สวมจะถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ไม่ให้ความช่วยเหลือจนเกิดความอับอาย ถึงแก่ฆ่าตัวเองตาย เดิมจะสวมห่วงเฉพาะผู้ที่เกิดวันเพ็ญ (วันพุธขึ้น ๑๕ ค่ำ) ปัจจุบันวันไหนก็สวมได้ การสวมห่วงจะทำพิธีโดยหมอผีประจำเผ่าเท่านั้น
 
  4. ดอยแม่สะลอง

                   ไม่ว่าจะฤดูไหน ๆ ความงดงามของ "ดอยแม่สลอง" จังหวัดเชียงราย ก็ยังมีมนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะฤดูหนาวที่อากาศจะเย็นยะเยือก ทะเลหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งให้อิงแอบ ดอกนางพญาเสือโคร่งผลิดอกออกบานสะพรั่ง ทั่วทั้งดอยจะกลับกลายเป็นสีชมพูสุดแสนโรแมนติก

         
ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของ หมู่บ้านสันติคิรี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 จากสหภาพพม่าเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เพื่อใช้เป็นกันชนกับชนกลุ่มน้อย ทำให้ดอยแม่สลองในยุคแรกเป็นดินแดนลี้ลับต้องห้าม มีปัญหายาเสพติดและกองกำลังติดอาวุธมาตลอด ทางการไทยได้พยายามแก้ปัญหา โอนกองกำลังเหล่านี้มาอยู่ในความดูแลของกองบัญชาการทหารสูงสุด

          กระทั่งปี พ.ศ. 2515 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทหารจีนคณะชาติให้อาศัยในแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ ยุติการค้าฝิ่น ปลดอาวุธ และหันมาทำอาชีพเกษตรกรรม โดยได้ริเริ่มโครงการปลูกชา และปลูกสนสามใบเพื่อทดแทนป่า ชุมชนบนดอยแม่สลองได้ชื่อใหม่เป็น บ้านสันติคีรี มีการออกบัตรประชาชนให้เมื่อปี พ.ศ. 2521 จากนั้นดอยแม่สลองคืนสู่ความสงบนับแต่นั้นมา
 จึงไม่แปลกหากบรรยากาศบนดอยแม่สลองจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบชาวจีนแถบมณฑลยูนนาน ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมปลูกชาและพืชผักเมืองหนาว รวมถึงอาหารการกินเลื่องชื่ออย่าง "ขาหมู" และ "หมั่นโถ" แถมช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระดอย ซึ่งเป็นซากุระสีชมพูอมขาวพันธุ์ที่เล็กที่สุด จะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลองไปสัมผัสกับวิถีชีวิตที่แตกต่างของชาวเขาหลายชนเผ่า เช่น อาข่า เย้า กะเหรี่ยง และม้ง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากจีนตอนใต้และพม่า ซึ่งชนเผ่าต่างก็มีภาษาเป็นของตนเอง และมีประเพณีและวิถีปฏิบัติแบบนับถือผี แต่ก็สามารถอาศัยร่วมกันได้อย่างสันติ
 
  5. วัดร่องขุ่น
                  
 วัดร่องขุ่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจาก3 สิ่งต่อไปนี้คือ
1. ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
2. ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
3. พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยรักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ดังนั้นอาจารย์จึงได้สร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน โดยปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่ และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัว และคุณวันชัย วิชญชาคร เป็นผู้บริจาคที่ดินประมาณ 7 ไร่เศษ รวมเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ จนถึงปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 12 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
ลักษณะเด่นของวัด
คือพระอุโบสถที่ตกแต่งด้วยสีขาวเป็นพื้น ประดับด้วยกระจกแวววาววิจิตรงดงามแปลกตา บนปูนปั้นเป็นลายไทย โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก เหนืออุโบสถที่ประดับด้วยสัตว์ในเทพนิยาย เป็นรูปกึ่งช้างกึ่งวิหคเชิดงวงชูงา ดูงดงามแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถก็เป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เอง
ความหมายของอุโบสถ
สีขาวของโบสถ์แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาวหมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล
สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็กหมายถึง โลกมนุษย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามาร หรือพระราหู หมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองทิ้งลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตเราให้ผ่องใสถึงจะเดินผ่านขึ้นไป บนสันของสะพานจะประกอบไปด้วยอสูรอมกัน 16 ตัว ข้างละ 8 ตัว อุปกิเลส 16 จากนั้นก็จะถึงกึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมระ เป็นที่อยู่ของเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำ หมายถึง สันดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่แผ่นดินของพรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอก รอบอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วยพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่เราควรกราบไหว้บูชา
ก่อนขึ้นบันได ครึ่งวงกลม หมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้น แทนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านแล้วจึงขึ้นไปสู่แผ่นดินของอรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอก และ บานประตู 4 บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง (ความหลุดพ้น) แล้วจึงจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่พุทธภูมิภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง 4 ด้าน เพดาน และพื้นล้วนเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรม
ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ ได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่าง (ความหลุดพ้น)
ช่อฟ้าเอก หมายถึง ศีล ประกอบด้วยสัตว์ 4 ชนิดผสมกัน แทน ดิน น้ำ ลม ไฟ ช้าง หมายถึง ดิน, นาค หมายถึง น้ำ, ปีกหงส์ หมายถึง ลม และหน้าอก หมายถึง ไฟ ขึ้นไปปกปักรักษาพระศาสนา บนหลัง ช่อฟ้าเอกแทนด้วยพระธาตุ หมายถึง ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ และ 84,4000 พระธรรมขันธ์
ช่อฟ้าชั้นที่ 2 (บน) หมายถึง สมาธิ แทนด้วยสัตว์ 2 ชิด คือ พญานาคกับหงส์ เขี้ยวพญานาค หมายถึง ความชั่วในตัวมนุษย์ หงส์ หมายถึง ความดีงาม ศีลเป็นตัวฆ่าความชั่ว (กิเลส) เมื่อใจเราชนะกิเลสได้ก็เกิดสมาธิ มีสติกำหนดรู้เกิดปัญญา
ช่อฟ้าชั้นที่ 3 (สูงสุด) หมายถึง ปัญญา แทนด้วยหงส์ปากครุฑ หมอบราบนิ่งสงบไม่ปรารถนาใดๆ มุ่งสู่การดับสิ้นซึ่งอาสวะกิเลสภายใน
ด้านหลังหางช่อฟ้าชั้นที่ 3 มีลวดลาย 7 ชิ้น หมายถึงโพชฌงค์ 7 ลาย 8 ชิ้นรองรับฉัตร หมายถึง มรรค 8 ฉัตรหมายถึงพระนิพพานลวดลายบนเชิงชายด้านข้างของหลังคาชั้นบนสุดแทนด้วยสังโยชน์ 10 เสา 4 มุม ด้านข้างโบสถ์ คือ ตุง (ธง) กระด้าง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้าตามคติล้านนา
 
  6. สามเหลี่ยมทองคำ
                        
              สามเหลี่ยมทองคำ (อังกฤษ: Golden Triangle) หมายถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย)ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (แขวงท่าขี้เหล็ก,รัฐฉาน) มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค นอกจากนี้สามเหลี่ยมทองคำยังมีทิวทัศน์ที่งดงามโดยเฉพาะยามเช้า ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก เดิมสามเหลี่ยมทองคำเป็นที่รู้จัก ในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย
สามเหลี่ยมทองคำในส่วนของประเทศไทย อยู่ในเขตบ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีท่าเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน และลาว เมื่อมองจากฝั่งไทยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นหมู่บ้านในฝั่งลาวอย่างชัดเจน ส่วนทางพม่าซึ่งอยู่ด้านตะวันตกนั้น ไม่มีหมู่บ้านหรือสิ่งก่อสร้างให้เห็นในระยะใกล้ๆ
บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก ที่เรียกว่า สบรวก บริเวณนี้มีเคยมีชนกลุ่มน้อย และกองกำลังติดอาวุธอยู่หลายกลุ่ม พื้นที่ในแถบนี้เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่ เช่น มีโรงงานผลิตเฮโรอีนและกระจายอยู่ตามชายแดน ส่วนการลำเลียงฝิ่นจะไปเป็นขบวนลัดเลาะไปตามไหล่เขาพร้อมกำลังคุ้มกัน ว่ากันว่ายาเสพติดและฝิ่นจะถูกแลกเปลี่ยนด้วยทองคำในน้ำหนักที่เท่ากัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ
นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปยังสามเหลี่ยมทองคำในช่วงฤดูหนาว และไปถ่ายรูปกับป้าย "สามเหลี่ยมทองคำ" ที่ติดตั้งไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขงด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ 300-400 บาท (นั่งได้ 6 คน) นอกจากนี้ยังสามารถล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น สิบสองปันนา คุนหมิง ได้อีกด้วย แต่หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้าง ของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง
 
  7. ดอยตุง

               สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชกระแสว่า หลังพระชนมายุ 90 พรรษา จะไม่เสด็จไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ จึงได้เลือกดอยตุง เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน เมื่อทรงทอดพระเนตรพื้นที่ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 ก็ทรงพอพระราชหฤทัย และมีพระราชดำริจะสร้าง "บ้านที่ดอยตุง" พร้อมกันนี้ ยังมีพระราชกระแสรับสั่งว่าจะ " ปลูกป่าบนดอยสูง" จึงกำเนิดเป็นโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น พระตำหนักดอยตุงเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2530
พระตำหนักแห่งนี้ ถือเป็นบ้านหลังแรกของสมเด็จย่า สร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ที่เน้นความเรียบง่าย และการใช้ประโยชน์ มีลักษณะสถาปัตยกรรม แบบล้านนากับบ้านพื้นเมืองของสวิส สร้างบนไหล่เนิน มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา เป็นพระตำหนักสองชั้น และชั้นลอย ชั้นบนแยกเป็นสี่ส่วน แต่เชื่อมต่อกันเป็นอาคารหลังเดียว และมีกาแลและไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหล ที่อ่อนช้อยโดยรอบ ภายในตำหนักล้วนใช้ไม้สน และไม้ลังที่ใส่สินค้า เป็นเนื้อไม้สีอ่อนที่สวยงาม ภายในมีเพดานดาวบริเวณท้องพระโรง สลักขึ้นจากไม้สนภูเขา เป็นกลุ่มดาวต่างๆ ล้อมรอบระบบสุริยะ ส่วนบริเวณผนังเชิงบันได แกะสลักเป็นพยัญชนะไทย พร้อมภาพประกอบ
ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จย่า พระตำหนักยังได้รับการอนุรักษ์ ไว้เป็นอย่างดี และบางครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระราชกรณียกิจที่จังหวัดเชียงราย ก็จะเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักแห่งนี้
พระตำหนักดอยตุง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 บ้านมูเซอลาบา ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย บริเวณสันเขาของเทือกดอยนางนอน ระดับความสูงประมาณ 1,200 ม. เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาดอยตุง
 
  8. หมู่บ้านเย้า

                   เมี่ยน [เย้า] ได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คืออยู่ในตระกูลจีนธิเบต ได้ปรากฏครั้งแรกในเอกสารบันทึกของจีน สมัยราชวงศ์ถัง โดยปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่าไม่อยู่ใต้อำนาจของผู้ใด เล่ากันว่า เมื่อประมาณ 2000 กว่าปีมาแล้วบรรพชน ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบรอบทะเลสาปตงถิง แถบแม่น้ำแยงซี ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผู้ปกครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ทำการอพยพเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ได้ตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพจึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้บันทึกไว้ในเหลียงซูต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คำเรียกนี้ถูกยกเลิกไปเหลือแต่คำว่า "เย้า" เท่านั้น

          ต่อมาคำว่าเย้าเคยปรากฏในเอกสารจีน เมื่อประมาณศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตศักราช ซึ่งมีความหมายว่าป่าเถื่อน หรือคนป่ากล่าวกันว่าในประเทศจีนชนชาติเย้ามีคำเรียกขานชื่อของตนเองแตกต่างกันถึง 28 ชื่อ แต่คนเย้าในประเทศไทย เรียกตัวเองว่า เมี่ยน หรือ อิ้วเมี่ยน ซึ่งมีความหมายว่า มนุษย์ หรือ คนเหยา ซุ่น อัน กล่าวว่าชาวเย้าในประเทศจีนแยกออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ เผ่าเปี้ยน เผ่าปูนู เผ่าฉาซัน และเผ่าผิงตี้ ชาวเย้าเผ่าเปี้ยนมีประชากรมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานตลอดเวลาเป็นระยะทางที่ไกลที่สุด และกระจายกันอยู่ในอาณาบริเวณที่กว้างขวางที่สุดด้วย ภาษาเย้าในปัจจุบัน ผ่านการพัฒนากลายเป็นภาษาถิ่นย่อย 3 ภาษา คือ ภาษาเมี่ยน ภาษาปูนู และภาษาลักจา
มีนิทานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาของชาวเมี่ยนว่า ในสมัยก่อนตาอง [โล่งช้วน] ตากู๋ [กู๋ฟาม] เป็นเทพ อยู่บนสวรรค์ มีความคิดที่จะสร้างเผ่าเมี่ยนขึ้นมา ดังนั้นตาอง และตากู๋จึงได้ปรึกษาหารือกันอยู่บนสวรรค์ว่า จะให้ตากู๋ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ โดยให้ลงมาเกิดเป็นลูกสาวคนที่สามของพระราชา ส่วนตาองจะลงมาเกิดในร่าง ของสุนัขมังกร เพราะมนุษย์ถือว่าสุนัขนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ตํ่าต้อยที่สุด มักมีคนดูถูกตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อถึงเวลา ทั้งคู่จึงลงมาเกิดโดยวางแผนกันไว้ว่า อนาคตต้องทำการปกป้องคุ้มครองเผ่าเมี่ยน ตากู๋ลงมาเกิดเป็นลูกสาว พระราชามีชื่อว่า แป้งฮู่ง ซึ่งมีสิริโฉมงดงาม และฉลาดกว่าคนอื่น และได้ทำสัญลักษณ์ว่ามีไฝหนึ่งเม็ดที่ขาของตากู๋

          ขณะนั้นในโลกมนุษย์มีเมืองอยู่ 2 เมือง เป็นของฝ่ายแป้งฮู่ง และกู๋ฮู่งได้ตกลงทำสงคราม มีคืนหนึ่งทั้งแป้งฮู่ง และกู๋ฮู่งต่างก็ได้ฝันว่าจะมีคนมาช่วยทำศึกให้นับจากนี้ 10 วัน ซึ่งขณะนั้นฝ่ายของแป้งฮู่ง ยังไม่พร้อมที่จะทำการสู้รบ จึงได้เรียกเหล่าขุนนางมาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี และในที่สุดก็สรุปว่าถ้าภายใน 1 เดือน ใครที่สามารถตัดหัวของกู๋ฮู่งแล้วนำมาให้ตนได้ ตนจะยกลูกสาวคนที่สามให้ผู้นั้นเป็นรางวัล โดยให้เป็นลูกเขย และจะยกแผ่นดิน และข้าทาสบริวารให้ปกครองครึ่งหนึ่ง เมื่อประกาศออกไปแล้ว ประชาชนในเมืองของแป้งฮู่งไม่มีใครกล้าอาสาออกไปสู้รบกับกู๋ฮู่ง ที่ท้ายเมืองมีครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านอยู่ที่ปากทางนอกเมือง
         วันหนึ่งได้มีสุนัขมังกร 5 สีตัวหนึ่งชื่อว่า ผันหู เข้ามาหา หญิงม่ายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงได้พูดขึ้นว่า ตั้งแต่เกิดมาในโลกนี้ยังไม่เคยเห็นสุนัขมังกรตัวไหนที่ มีลักษณะสง่างาม และฉลาดเช่นนี้มาก่อน เราจะเอาสุนัขมังกรตัวนี้ไปถวายให้กับพระราชาเป็นการสร้างบุญกุศลดีกว่า ดังนั้นจึงไปบอกพระราชา เมื่อพระราชาทราบจึงส่งคนรับกลับไปเลี้ยงไว้ เมื่อพระราชาได้เห็นก็รู้สึกดีใจ และได้สังเกตเห็นจุดต่าง ๆ บนร่างกายที่มีทั้งหมด 120 จุด และแต่ละจุดก็มีความสวยงามมาก และที่สำคัญคือ รู้ภาษาด้วย

         วันหนึ่งพระราชาได้เปิดประชุม กับเหล่าขุนนาง และผันหูก็เข้าไปร่วมด้วย เมื่อฟังแล้วก็ไม่เห็นมีใครขันอาสาจะไปฆ่ากู๋ฮู่งได้ ผันหู จึงกล่าวขึ้นว่า ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องสิ้นเปลืองเสบียงอาหาร และใช้ทหารทั้งกองทัพ ให้ข้าไปจัดการคนเดียว เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตํ่าต้อย คงไม่มีใครสงสัย และเฉลียวใจ ฝ่ายแป้งฮู่งก็เห็นด้วย เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง เรื่องเดือดร้อนไปถึงบนสวรรค์เบื้องบนต้องส่งยาวิเศษมาให้ผันหู 1 เม็ด เมื่อกินแล้วสามารถ ทนความหิวและอยู่ในทะเลได้ 7 วัน 7 คืน เมื่อว่ายนํ้าไปถึงฝั่งของกู๋ฮู่ง กู๋ฮู่งเห็นเข้า ก็นึกดีใจแล้วคิดว่าคงจะเป็นสุนัขมังกรที่จะมาช่วยตนเมื่อพูดถึงกู๋ฮู่ง กู๋ฮู่งเป็นกษัตรย์ที่ชอบเข่นฆ่าคน ชอบทำสงคราม ชอบเอารัดเอาเปรียบประชาชน กู๋ฮู่งเมื่อเห็นผันหูพลางนึกในใจว่า คราวนี้เมื่อมีสุนัขมังกรก็เห็นว่ามีความสามารถมากมาย อีกทั้งฉลาดด้วย จึงรักราวกับสมบัติอันมีค่า ไม่ว่าจะไปที่แห่งใดจะพาผันหูไปด้วยเสมอเหมือนเงาตามตัว เมื่อมีผันหูคุ้มครองคราวนี้ กู๋ฮู่งก็ไม่ต้องการทหารอารักษ์ขาอีกแล้ว จึงปล่อยปละละเลยราชกิจบ้านเมือง ไม่สนใจพออยู่กันไปผันหู

         เมื่อได้โอกาสเหมาะจึงกระโดดกัดคอกู๋ฮู่งขาด และคาบไว้ข้ามทะเลกลับ เมื่อถึงเมืองแป้งฮู่งเห็นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตนไม่ต้องไปรบ แต่กลับได้ชัยชนะ จึงเกิดการจัดงานเลี้ยงใหญ่โต แป้งฮู่งเคยพูดว่าถ้าใครสามารถเอาหัวกู๋ฮู่งมาได้จะยกลูกสาวคนที่สามให้ และเมืองอีกครึ่งหนึ่งแป้งฮู่ง กล่าวแล้วย่อมไม่คืนคำ แต่สงสารลูกสาวที่ต้องแต่งงานกับสุนัขมังกร กลัวโดนนินทา และลูกสาวจะต้องอาย ไม่กล้าสู้หน้าคน ดังนั้นจึงได้ทำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวไว้ แล้วเกณฑ์สาว ๆ ในเมืองที่มีรูปร่าง หน้าตาที่คล้ายลูกสาว ตนแล้วแต่งตัวคล้ายกันหมด ประมาณ 10 คนให้ทั้งหมดมาอยู่ข้างนอก และให้ข้าทาสบริวารทุกคนออกมาชี้ว่า

คนไหนเป็นลูกสาวของตน แต่ไม่มีใครสามารถชี้ตัวได้ถูกต้อง ดังนั้นจึงเรียกผันหูมาชี้ตัว ผันหูจึงได้ใช้จมูกดมไปตามเท้าของแต่ละคนไปเรื่อย ๆ เพื่อจะหาสัญลักษณ์ที่ได้ บอกกับตากู๋ไว้ ดูไปเรื่อย ๆ จนเจอไฝหนึ่งเม็ดที่หน้าแข้ง จึงได้ใช้ปากงับชายเสื้อของลูกสาวแป้งฮู่งไว้แล้วดึง 2-3 ครั้ง

         เมื่อแป้งฮู่งเห็นดังนั้น จึงรู้ว่าไม่สามารถหลบหลีกได้ และคิดในใจว่าสุนัขตัวนี้คงไม่ธรรมดาแน่ จึงจัดงานแต่งให้ 3 วัน 3 คืน แป้งฮู่งสงสารลูกสาวตัวเอง จึงได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า เกีย เซ็น ป๊อง [หนังสือเดินทาง] และแบ่งข้าทาสบริวารคอยติดตามรับใช้ และสามารถทำมาหากินได้บนผืนแผ่นดินได้โดยไม่ผิดกฏหมาย และได้แต่งตั้งลูกเขยของตนเป็น พ่าน ต๋าย โหว ซึ่ง เป็นแซ่แรกของเผ่าเมี่ยน คือ แซ่พ่าน และได้บอกว่าถ้าหากมีบุตรต้องพามาให้แป้งฮู่งตั้งชื่อให้
    
             เมื่อได้อําลาแป้งฮู่งแล้วก็นำบริวารทั้งหมดเข้าไปในป่า ซึ่งไม่มีบ้านเมืองต้องทำการโค่น ล้ม แผ้ว ถางป่า เพื่อสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ กระทั่งภรรยาได้คลอดบุตรออกมา เป็นชาย 6 คน หญิง 6 คน ลูกชายได้แต่งภรรยาเข้าบ้าน และลูกหญิงทั้งหมดก็ให้แต่งสามีเข้าบ้านเพื่อช่วยกันสืบเชื้อสาย ดังนั้นจึง เป็นที่มาของ ทั้ง12 แซ่ แซ่จากหนังสือ เกีย เซ็น ป๊อง
1.    โล่ห์เปี้ยน [แซ่พ่าน]
2.    เหล์เซี้ยม [แซ่เชิ้น]
3.    โล่ห์ตั่ง [แซ่ตั้ง]
4.    โล่ห์เจ๋ว [แซ่จ๋าว]
5.    โล่ห์แจ๋ง [แซ่เจิ้น]
6.    โล่ห์ย่าง [แซ่ว่าง]
7.    โล่ห์ฟูง [แซ่ฟุ้ง]
8.    โล่ห์เจียว [แซ่เจียว]
9.    โล่ห์ต้อง [แซ่ถาง]
10.    โล่ห์รวย [แซ่รวย]
11.    โล่ห์เจียง [แซ่จาง]
12.    โล่ห์เหลย [แซ่ลี]
         สำหรับความหมาย ของแต่ละแซ่นั้นเป็นบัญญัติเฉพาะ ไม่มีคำแปล แต่ในประเทศไทยขณะนี้ มีการสำรวจพบ 12 แซ่ บางแซ่ไม่ได้ปรากฏในเกีย เซ็น ป๊อง ดังนี้
1.    โล่ห์เปี้ยน [แซ่พ่าน]
2.    โล่ห์เหลย [แซ่ลี]
3.    โล่ห์ตั่ง [แซ่เติ้น]
4.    โล่ห์เจ๋ว [แซ่จ๋าว]
5.    โล่ห์ล่อ [แซ่ล่อ]
6.    โล่ห์ย่าง [แซ่ว่าง]
7.    โล่ห์ปู๋ง [แซ่ฟุ้ง]
8.    โล่ห์จั้น [แซ่ชิ่น]
9.    โล่ห์เลี่ยว [แซ่เลี่ยว]
10.    โล่ห์สว้าง
11.    โล่ห์ตั๋ว [แซ่ตั๊ว]
12.    โล่ห์ท่าว [แซ่ท่าว]
วันหนึ่งผันหูนึกอยากกินเนื้อเลียงผา แต่ลูกหลานไปไร่กันหมด ผันหูจึงได้ออกมายังหน้าผา เพื่อไล่เลียงผา พอเลียงผาเห็นเข้าก็ตกใจวิ่งชนถูกผันหู ทำให้ผันหูตกลงไปในเหวแล้วก็ติดอยู่บนต้นตะจู้ง [ต้นซ้อ] ที่หน้าผาจนเสียชีวิต พอลูกหลานกลับมารู้ จึงได้ไปบอกแป้งฮู่ง แป้งฮู่งจึงได้มาดูเห็นผันหูตายแล้ว แต่ร่างกายไม่ถึงพื้นดินคาอยู่บนต้นตะจู้งข้างล่าง มีกอไผ่่หนึ่งกอรองรับไว้ แป้งฮู่งจึงบอกว่าถ้าสถานที่ตายเป็นอย่างนั้น ก็ให้เอาไม้ไผ่นั้นมาทำเป็นขลุ่ยต้นตะจู้ง ให้ตัดลงมาทำโล่งศพ
         และถ้าหากวิญญาณของผันหูมีจริง คืนนี้ี้ขอให้ลมพายุช่วยพัดต้นตะจู้ง ลงมาเพื่อให้ลูกหลานได้้นำร่างของผันหูกลับคืนนั้น และก็เกิดจริง ตอนที่ตกลงมานั้น มือข้างหนึ่งไปเกาะไม้ไผ่ต้นหนึ่งไว้ และอีกข้างหนึ่งก็ไปยันอีกต้นหนึ่งไว้ รุ่งเช้าแป้งฮู่งจึงพูดขึ้นว่าควรตัดไม้ไผ่นั้นมาทำเป็นจ๋าว [ไม้เสี่ยงทายใช้ในการประกอบพิธีกรรม] และให้เอาหนังเลียงผามาขึงทำเป็นกลอง เพื่อมาเคาะตีในงานพิธีงานศพให้กับผันหู
         การเดินทางจากจีนสู่ประเทศไทย ชาวเมี่ยนเผ่าเดิมมี 12 สกุล เส้นทางการอพยพของสกุลใหญ่ ๆ จะรู้เส้นทางชาวเย้าเผ่าเมี่ยนทั้งหมด ในหนังสือทางลงจากภูเขาของบรรพชน 12 สกุลที่ตำบลจงเหอเซียง อำเภอปกครองตนเอง ชนชาติเย้าเจียงหัว มณฑลฮูหนาน ถิ่นเดิมของชนชาติเย้าอยู่ที่นานไห่ผู เฉียวโถว จากตำนานชาวเย้าบางเผ่าที่อาศัยอยู่ตอนใต้ของทะเลสาปต้งถิงหู ก็มีเล่าว่าบรรพชนของพวกเขาย้ายมาจาก ผู เฉียว โกว แถบฝั่งเหนือของทะเลสาปต้งถิงหู จึงสันนิษฐานได้ว่า หนานไห่น่า จะหมายถึง ทะเลสาปต้ง ถึงชาวเย้า 12 สกุลคงจะข้ามทะเลสาปอพยพมาสู่ภาคใต้ ราวศตวรรตที่ 15-16 ชาวเย้าเผ่าเปี้ยน อพยพเข้ามาสู่ภาคเหนือของเวียตนามผ่านประเทศลาว และอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในราว 100 ปีมานี้เอง
 
  9. ชาวเขาเผ่าอะข่า

                          อาข่า เป็น ชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากไหนไม่ทราบแน่ชัด แต่มีชาวอาข่าอาศัยกระจัดกระจายอยู่ ในภาคเหนือของประเทศไทย, เชียงตุง, รัฐฉาน ของประเทศพม่า และทางแคว้นสิบสองปันนาทางตอนใต้ของจีน ภาษาอาข่าจัดอยู่ในกลุ่มภาษาจีน แต่ก็ไม่ใช่ภาษาจีนเสียทีเดียว อาข่าโดยส่วนมากจึงพูดได้หลายภาษาเพราะต้องอาศัยปะปนกับหลายชนเผ่า
อาข่าแบ่งผู้ชายออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 13 ปี เรียกว่า “ อ่าลี หญ่า ” แปลว่าเด็กชายและหลังจาก 13 ปีขึ้นไปเรียกว่า “ ห่า เจ๊ หญ่า โย ” แปลว่าเป็นผู้ชายเต็มตัว ในส่วนของผู้หญิงอ่าข่าได้แบ่งออกเป็น 4 ช่วงของชีวิต ช่วงแรก เรียกว่า “ อ่าบู๊หญ่า ” แปลว่า เด็กน้อย ซึ่งมีอายุตั้งแต่เกิดจนถึง 13 ปี พออายุตั้งแต่ 13 ปีถึง 18 ปี เรียกว่า “ หมี่ เตอ เตอ จ๊อ ” แปลว่า เข้าสู่วัยสาว และเมื่อเข้าสู่อายุตั้งแต่ 18 ปีถึง 25 ปี เรียกว่า “ จ๊อมา หมี่ โล้ ” แปลว่าหญิงสาวที่พร้อมจะออกเรือนแล้ว และหากหญิงที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป อ่าข่าเรียกว่า “ หมี่ ดะ ดะ โอ้ว ” หรือ “ หมี่ ดะ ช้อ หม่อ ” แปลว่าสาวแก่ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงช่วงอายุดูได้จากการแต่งกาย เช่น หมวก เป็นต้น
                         ความเชื่อในภาษาอาข่าเรียกว่า "นือจอง" อาข่าเป็นชนเผ่าที่มีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ภูตผี ปีศาจ ไสยศาสตร์ สิ่งเร้นลับ พิธีกรรมคำสอนที่ได้รับการปลูกฝังมาจากบรรพบุรุษ และสืบทอดปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผี "แหนะ" ตามความเชื่อของอาข่า
                         อาข่าเรียกสาวทียังไม่แต่งงานว่า "หมี่ดะ" หรือที่คนไทยโดยทั่วไปเข้าใจว่า "มิดะ" แท้จริงแล้ว คำๆ นี้เป็นคำเรียกสาวโสดเฉยๆ แต่นักประพันธ์เพลงนำไปแต่งเรื่องราวเป็นเพลง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดไปด้วย คำเหล่านี้คือคำที่ชาวอ่าข่าใช้เรียกกับผู้หญิง เมื่อชาวอ่าข่าเจอผู้หญิงสาวก็มักจะเรียกว่า “ หมี่ดะ ” ตลอด ถึงแม้นว่าจะเรียกแบบนี้ก็ไม่ผิดเพราะมีความหมายถึงหญิงสาวที่ยังไม่ได้ แต่งงานเหมือนกัน
 
  10. น้ำพุร้อนแม่ขะจาน
                         
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย น้ำพุร้อนแม่ขะจานเป็นจุดพักรถระหว่างทางจาก เชียงใหม่ไปสู่เชียงราย หรือจากเชียงใหม่ไปสู่พะเยา  น้ำพุร้อนแม่ขะจานแต่เดิมมีอยู่แค่ฝั่งเดียว ก็คือฝั่งขวามือหากมาทางเชียงใหม่ หรือฝั่งซ้ายมือถ้ามาจากเชียงราย พะเยา  ภายในมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 90 องศาเซียลเซียส ซึ่งสามารถต้มไข่ได้เลยครับ  
               น้ำพุร้อนแม่ขะจานเป็นบ้อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ของหมู่บ้านโป่งน้ำร้อนเล่าว่า เมื่อก่อนบริเวณนี้ยังไม่มีหมู่บ้าน เป็นป่าดงดิบ เมื่อก่อนเรียกว่าโป่งดิน มีสัตว์ทั้งน้อย ทั้งใหญ่ ลงมากินดินโป่งเป็นประจำ และบริเวณน้ำพุร้อนก็ยังเป็นทางผ่านระหว่างพ่อค้าจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยมีม้าและวัวเป็นพาหนะ เป็นเส้นทางเดินไปตามไหล่เขา และถือเป็นจุดพักแรมค้างคืน เพราะพื้นเป็นลานกว้าง ทำเลสะดวก และมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ
 
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า “น้ำพุร้อน” เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีน้ำร้อนไหลขึ้นมาจากใต้ดิน แสดงให้เห็นว่าภายในโลกยังคงมีความร้อนอยู่ ปัจจุบันพบแหล่งน้ำพุร้อน 112 แหล่ง กระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ วัดอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินอยู่ในช่วง 40 – 100 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปเรารู้จักน้ำพุร้อนเนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่ามหัศจรรย์ แต่น้ำพุร้อนยังสามารถนำมาพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า ด้านอุตสาหกรรม และการเกษตรกรรมอีกด้วย
 
  11. ขันโตกสปันงา

               “กิ๋นข้าวรำ จ้ำข้าวแลง ผ่อก๋านแสดงตี้สบันงาขันโตก”ร้านสบันงาขันโตก ร้านสบันงาได้เปิดดำเนินกิจการมากว่า24ปี ประสบการณ์อันยาวนานเป็นข้อการันตีในเรื่องอาหารพื้นเมืองและอาหารไทยอันแสนอร่อยพร้อมการแสดงของล้านนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ
 
  12. เชียงของ

                 อำเภอเชียงของ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงรายลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ราบ สลับกับเทือกเขา มีพื้นที่ด้านทิศตะวันออกบางส่วนติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่หลายเชื้อชาติ เช่น ไตลื้อ ขมุ มูเซอ แม้ว เย้า โดยกลุ่มไทลื้อโดยมากจะอาศัยอยู่ที่ บ้านห้วยเม็ง และบ้านศรีดอนชัย อพยพมาจากทาง สิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีนปัจจุบันยึดอาชีพเกษรตกรเป็นหลัก เคยทำสวนส้มกันจนมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ปัจจุบันด้วยโรคภัยเยอะชาวบ้านเลยเลิกทำสวนส้มไปหลายราย หันไปทำไร่ข้าวโพดเหมือนกับชาวบ้านใกล้เคียงแทน เชื้อชาติขมุตั้งอยู่ที่บ้านห้วยกอกเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีประชากรไม่มากนัก ประชากรในอำเภอเชียงของโดยส่วนมากทำอาชีกเกษรตกรรม เช่นทำนา ไร่ข้าวโพด สวนส้ม สวนลิ้นจี่ สวนส้มโอ และพืชผักต่างๆเป็นต้น
มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เช่น น้ำตกห้วยเม็งซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาพื้นที่บ้านห้วยเม็งสามารถเดินทางไปได้โดยออกจากตัวอำเภอเชียงของมุ่งหน้าไปทางอำเภอเชียงแสนจากตัวอำเภอระยะทาง 3 กิโลเมตรจะถึงหมู่บ้านห้วยเม็ง เลี้ยวซ้ายเข้าไปผ่านหมู่บ้าน ระยะทางอีกประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเป็นลูกลัง โดยผ่านตามแนวเขาไปยังน้ำตก เหมาะแก่การเดินเท้าสัมผัสธรรมชาติ และปั่นจักรยาน สำหรับรถยนต์ต้องเป็นรถกระบะถึงสามารถเข้าไปยังน้ำตกห้วยเม็งได้ โดยตัวน้ำตกจะมี 2 ฝั่งคือฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเป็นน้ำตกขนาดเล็ก ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือปลายฝนต้นหนาว
จากตัวอำเภอเชียงของมุ่งหน้าไปทาง อ.เชียงแสน ประมาณ 13 กิโลเมตร จะถึงที่ตั้งของสวนป่าห้วยทรายมาน มีจุดชมวิว 2 ฝั่งของระหว่างไทย - ลาวได้พื้นที่ติดน้ำโขงบริเวณตัวอำเภอเชียงของจะมีการสร้างถนนเรียบน้ำโขงเริ่มตั้งแต่บ้านหาดไคร้ไปถึงบ้านหัวเวียงนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมบรรยากาศริมโขงได้ ท่าจับปลาบึกทุกวันที่ 17-19 เมษายน บริเวณท่าจับปลาบึก (ลานหน้าวัดหาดไคร้) จะมีการบวงสรวงและจับปลาบึกซึ่งหาดูได้ที่เดียวในโลก ปัจจุบันการล่าปลาบึกจะล่าได้ปีละครั้งในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีเพื่อเป็นการอนุรักษ์ปลาบึก การล่าจึงทำเพื่อเป็นการสืบทอดการล่าปลาบึกให้คงอยู่ตามประเพณีของชาวบ้านหาดไคร้ และช่วงสงกรานต์บริเวณท่าปลาบึก(ลานหน้าวัดหาดไคร้)และท่าเรือบั๊กจะจัดงานมหาสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ ปี สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์มีมากมาย เช่น กล้วยอบเนยศรีลานนา ผ้าทอศรีดอนชัยที่มีการสืบทอดมาแต่โบราณจากบรรพบุรุษของชนชาวไตลื้อสามารถแวะชมได้ที่และศูนย์ผ้าทอไทลื้อตำบลศรีดอนชัย และสินค้าหัตถกรรมบ้านสถาน ศูนย์หัตถกรรมบ้านสถาน
ในทุกปีช่วงเดือนเมษายน บริเวณแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของชาวบ้านจะลงไปเก็บไก (สาหร่ายน้ำจืดที่เกิดในแม่น้ำโขง เป็นชื่อเรียกของคนในพื้นที่) โดยจะนำมาตากแห้งบนคา (ชนิดเดียวกับที่ใช้มุงหลังคา) โดยอาจจะมีใส่เครื่องปรุงเช่น งา ข่า ตะไคร้ ต่าง ๆ ลงไป สามารถนำมาทอดกิน รสชาติหวาน กรอบ ปัจจุบันนำมาจัดเป็นสินค้าโอทอป
ปัจจุบัน อำเภอเชียงของเป็นอำเภอที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเริ่มให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น สิ่งก่อสร้างที่พักอาศัยเริ่มมีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณบ้านหัวเวียง จะมีที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวที่มายังอำเภอเชียงของสามารถข้ามไปยัง เมืองห้วยทรายได้ที่ท่าเรือบ้านหัวเวียง สามารถทำหนังสือเดินทางชั่วคราวเพื่อข้ามไปท่องเที่ยวได้และสามารถใช้พาสปอร์ตข้ามได้เช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือจากท่าเรือบ้านหัวเวียงล่องน้ำโขงไปยังเมืองหลวงพระบางได้ ทุกๆเย็นวันเสาร์จะมีการจัดงานถนนคนเดินที่ชาวบ้านในพื้นที่จะนำพืชผล ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นมา มาจำหน่ายกันยังบริเวณถนนสายหลักตั้งแต่บ้านวัดแก้วไปจนถึงบ้านหัวเวียง นักท่องเที่ยวสามารหาซื้อของฝากที่ผลิตในท้องถิ่นได้ในวันดังกล่าว
 
  13. ดอยเขาควาย

                       วัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว เป็นวัดในจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนดอยแห่งหนึ่งบริเวณเส้นทางไปดงมะดะ บนยอดดอยเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ตัวเมืองของจังหวัดเชียงราย ซึ่งสวยงามและกลางวันและกลางคืน เป็นวัดที่เก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพุทธกาลราว 1,000 กว่าปี มีตำนานเก่าแก่เรื่อง แมงสี่หูห้าตา และ ควายเผือกแก้วเขาแสง ในเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นข้อมือนิ้วก้อยข้างซ้ายของพระพุทธเจ้าและเขาของควายเผือกแก้วเขาแสงอีกด้วย
                        เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพุทธกาลราว 1,000 กว่าปี และมีตำนานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว
แมงสี่หูห้าตา เป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายหมีสีดำตัวอ้วน มีหู 4 หู และมีตา 5 ดวง รับประทานถ่านไฟแดง และถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ ซึ่งแมงสี่หูห้าตาตัวนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว และเป็นตำนานที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายหลงรักอนุภรรยามากกว่าเอกภรรยาด้วย
ในสมัยพุทธกาลนั้น มีครอบครัวยากจนคนหนึ่ง ซึ่งลูกชื่ออ้ายทุกคตะ ซึ่งกำพร้าแม่ในเวลาต่อมา ตอนนั้น อ้ายทุกคตะได้รับจ้างเลี้ยงควายให้กับผู้ใหญ่บ้าน และจากนั้นพ่อได้เสียชีวิตลง ก่อนที่พ่อจะเสียชีวิตนั้น พ่อได้สั่งเสียว่า ถ้าพ่อเสียชีวิตแล้ว ให้ลากหัวของพ่อขึ้นดอย ถ้าหัวไปติดตรงไหน ให้ฝังหัวและทำบ่วงแร้วที่นั่น เมื่ออ้ายทุกคตะทำตามคำสั่งเสียทั้งหมด ในตอนทำบ่วงแร้วนั้น ก็มีแมงสี่หูห้าตามาติดบ่วงแร้ว
อ้ายทุกคตะก็จับแมงสี่หูห้าตามาเลี้ยง โดยที่แมงสี่หูห้าตากินถ่านไฟแดง และถ่ายออกมาเป็นทองคำ จนอ้ายทุกคตะมีทองอยู่เต็มสวน และได้สมรสกับพระสีมา บุตรธิดาของท้าวพันธุมติราช ด้วยการเอาทองคำมาจ้างช่างมาทำรางน้ำฝนทองคำก่ายไปถึงปราสาท เมื่อท้าวพันธุมติราชมีความประสงค์ที่จะเลี้ยงแมงสี่หูห้าตา จึงพาอ้ายทุกคตะไปจับ แต่มันหนีท้าวพันธุมติราช จนหลบไปในถ้ำแห่งหนึ่ง ท้าวพันธุมติราชเข้าตามไปในถ้ำและถูกขังไว้ แต่มีพระมเหสีคนที่ 7 ได้เปิดผ้าถุง และถ้ำเปิดออก และทั้งหมดกลับมายังปราสาท
 
  14. แม่สาย

              อำเภอแม่สาย เป็นอำเภอเหนือสุดของจังหวัดเชียงรายและเหนือสุดของประเทศไทย ตั้งที่ว่าการที่ตำบลเวียงพางคำ ทิศเหนือจดแม่น้ำสายซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และประเทศพม่า โดยมีด่านชายแดนไทย-พม่าเรียกว่า "ด่านแม่สาย" สามารถผ่านด่านข้ามไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่าได้โดยมีแม่น้ำสายเป็นพรมแดนทางธรรมชาติ การคมนาคมจากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอแม่สายโดยทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน ตอนเชียงราย-แม่สาย) ระยะทาง 63 กิโลเมตร
อำเภอแม่สาย แรกตั้งเป็นกิ่งอำเภอแยกจาก อำเภอแม่จัน เมื่อ พ.ศ. 2481 ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2493 และเปิดที่ว่าการอำเภอหลังแรกเมื่อวันที่ 14 มกราคมของปีถัดมา มีตำบลแปดตำบลและหมู่บ้านเก้าสิบสองหมู่บ้าน ขึ้นตรงต่อจังหวัดเชียงราย
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 62 กม.อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 62 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 110 เป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดต่อกับประเทศพม่าที่ท่าขี้เหล็ก โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน ทั้งชาวเขาและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันโดยเสรี นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่าเพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง สบู่พม่า สมุนไพร บุหร่ ฯลฯ นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าเขตพม่า ได้ตั้งแต่เวลา 6.00-18.00 น. โดยนำบัตรประชาชนและเสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท ที่จุดผ่านแดน (สำหรับชาวต่างประเทศ 5 เหรียญสหรัฐ และใช้พาสปอร์ต ติดต่อที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย )
 
  15. ไนท์บาซาร์เชียงราย
                              
ตั้งอยู่ถนนพหลโยธิน บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย เป็นที่จำหน่าย
ของที่ระลึกฝีมือชาวเขา และชาวเชียงราย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋าหลากแบบ ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ผ้าม่าน ผ้าปักฝีมือชาวเขาที่นำมาจำหน่ายในราคาที่ไม่แพงนัก
มีการจำหน่ายของตกแต่งบ้านที่ทำจากไม้ สินค้าหัตถกรรม (หรือสินค้าทำมือ) ต่างๆ เช่น ไม้แกะสลัก ภาพวาด ตุ๊กตาประดิษฐ์ ฯลฯ และยังมีร้านอาหารบริการนักท่องเที่ยวพร้อมชมการแสดงซึ่งจัดอยู่ 2 เวที คือบริเวณลานกลางเวียง เป็นเวทีสำหรับการแสดงของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย มีการแสดง รำไทย และสะล้อ ซอ ซึง ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีพื้นบ้าน เป็นการอนุรักษ์ศิลปะแบบล้านนาเอาไว้ด้วย
ส่วนเวทีอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณลานเบียร์ ซึ่ง เป็นลานกว้างไว้สำหรับนั่งดื่มเบียร์เย็นๆ กับอาหารอันเลิศรสหลากหลายเมนูพร้อมชมการแสดง จะมีการแสดงคาบาเร่โชว์ โฟล์คซอง และการแสดงของชาวเขา ซึ่งการแสดงเหล่านี้จะสลับวันแสดง
สำหรับการบริการอาหาร มีหลากหลายเมนู ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง อาหารไทย หรืออาหารฝรั่ง แถมอาหารทะเลก็มีนะคะ
ที่เชียงรายไนท์บาซ่าร์ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสินค้าจากการทำด้วยมือ หรือ Handmade ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฝีมือ และภูมิปัญญาของชาวเชียงราย
 
  16. ข้าวซอยพอใจ
                       
ข้าวซอยพอใจ เป็นของคุณแม่ของ ศิลปินแห่งชาติ คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อร่อยขนาดที่ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ มีขบวนเสด็จ ไปชิมด้วย  "น้ำเงี้ยวหนองบัว" ซึ่งมีรสชาติเข้มข้น มีทั้งหมูและเนื้อ
 
  17. วัดถ้ำป่าอาชาทอง

                            วัดถ้ำป่าอาชาทอง (พระขี่ม้าบิณฑบาตร) บ้านแม่คำหลัก 7  ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย
แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย  สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง เป็นหนึ่งใน Unseen Thailand ที่อยู่บนดอยสูงในถิ่นกันดารห่างไกล ของจังหวัดเชียงราย ในการเดินทางและบรรทุกสัมภาระ แค่ละครั้งแม้แต่ชาวบ้านยังต้องใช้ม้าแกลบ ท่านพระครู เหนือชัย โฆษิโต หรือเป็นที่รู้จักดีว่า “พระขี่ม้า” ดำรงตำเเหน่งเป็นเจ้าอาวาส ของสำนักสงฆ์ฯ อดีตนายทหารม้าเก่า เป็นผู้บุกเบิกตั้งสำนักสงฆ์แห่งนี้ขึ้นมา จึงให้พระเณรที่นี่ใช้ม้าเป็นพาหนะในการออกบิณฑบาตรวิ่งระยะทางร่วม 5 กม.ไปยังหมู่บ้านกว่า 40, 000 ไร่
ทุก ๆ เช้า ท่านพระครูบาเหนือชัย ท่านจะออกมารับบิณฑบาตรตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 – 08.00 น. บริเวณลานพระแก้ว หากท่านไม่ได้เตรียมของใส่บาตรไปที่นั่น ก็ร้านขายเครื่องใส่บาตรให้ท่านเลือกซื้อหลายร้านค่ะ และยังมีโรงเลี้ยงม้าของทางวัดจะอยู่ใกล้ ๆ กับลานพระแก้ว
ม้า เป็นสัญลักษณ์ของวัดแห่งนี้พระ เณร วัดนี้เป็นเด็กชาวเขามาถวายตัวบวชเรียนเป็นเณรน้อยจำนวนมาก มีความสามารถในการขี่ม้าพระอาจารย์มีอดีตเป็นนักมวยชื่อดัง จึงมีความสามารถทางการต่อยมวย และตั้งค่ายมวยเพื่อให้เณรได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ที่วัดนี้ด้วย ความสามารถเชิงมวยของท่านเคยสามารถเอาชนะกลุ่มพ่อค้ายาบ้าจำนวนหลายคนมาแล้วในอดีต
 
  18. Light & Sound หอนาฬิกาเชียงราย

                            เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่ควรพลาด มีอาจารย์เฉลิมชัย   โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ออกแบบและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างด้านศิลปะความงาม เพื่อให้เป็นหอนาฬิกาที่สวยที่สุดในประเทศ ทั้งตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นหอนาฬิกาที่ติดอันดับความสวยงามในอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย
 



ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่ 2
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำพูน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลำปาง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในปาย แม่ฮ่องสอน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพะเยา
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพิษณุโลก สุโขทัย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในตาก
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอิสาน
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสมุย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงตุง
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในย่างกุ้ง อินเล พุกาม มัณฑะเลย์
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในลาว
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเสียมเรียบ
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนาม
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลี
แผนที่นิมมาน
แผนที่ภาคเหนือ article
ปายฟ้า ปายฝัน
บ้านต้นไม้
ร้านอาหารจังหวัดเชียงใหม่ article
ปายบ้านไทย
บ้านสันติชล
บ้านชนเผ่า
Pai River Mountain Resort
บ้านสกุลพิชญ์
ริมน้ำกลางดอย รีสอร์ท
Phu Pai Art Resort
ริมจันทร์รีสอร์ท
ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่
พระพุทธรูปยิ้มได้ วัดอุโมงค์เถระจันทร์ article
วัดพระธาตุดอยสุเทพ article
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ article
ปางช้างแม่สา article
กะเหรี่ยงคอยาว
พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง article
ชาวเขาเผ่าต่างๆ article
สันกำแพง article
สามเหลี่ยมทองคำ article
แม่สาย article
ดอยแม่สะลอง article
ดอยผ้าห่มปก article
ดอยอ่างขาง article
เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี article